SCBX มั่นใจเทคโนโลยีพันธมิตร Virtual Bank ตัวช่วยลดต้นทุน
SCBX Virtual Bank
“อาทิตย์“ ซีอีโอ SCBX มองตลาดอาเซียนมีศักยภาพโตสูง เล็งใช้เทคโนโลยี-พันธมิตร “Virtual Bank” ต่อยอดเจาะลูกค้ากลุ่ม Unbank-SSME ต่างประเทศ มองฟินเทคต้นทุนถูกแค่ 20% เทียบธนาคารดั้งเดิมอยู่ 40% เชื่ออนาคตตัวช่วยสร้างรายได้
วันที่ 7 ตุลาคม 2567 นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวในงานสัมมนา “ASEAN Economic Outlook 2025″ ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Financial Opportunities & Future” ว่า ในมุมมองของ SCBX ในด้าน Banking ในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตสูงรองจากอินเดีย ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) คาดว่าปี 2573 จีดีพีอาเซียนโตเฉลี่ย 4.7% รวมถึงมีประชากรที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านคน เป็น 500 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 700 ล้านคน
ขณะเดียวกัน จากปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การกีดกันทางการค้า และปัญหาสังคมสูงวัย (Aging) ทำให้ตลาดอาเซียนจะเป็นตลาด Going Area และ Going Economy โดยจะมีพร้อมในแง่การเติบโต ความพร้อมของการย้ายฐานการผลิต และเรื่องของสัดส่วนการใช้ดิจิทัล (Digital Adoption) ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจเซ็กเตอร์ไฟแนนเชียล
นอกจากนี้ หากดูสัดส่วนการเจาะลูกค้า (Penetration) ในกลุ่มเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน (Unbank) หรือธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (SSME) ถือว่าอาเซียนยังค่อนข้างต่ำมาก จึงเป็นโอกาสที่ผู้เล่นจะเข้าไปในตลาดอาเซียน
สำหรับยุทธศาสตร์ SCBX ไม่ได้โฟกัสการเติบโตแบบธนาคารดั้งเดิม (Traditional Bank) เนื่องจากในตลาดอาเซียนจะมีผู้เล่นท้องถิ่น (Local) ที่แข็งแรง และได้รับการสนับสนุนจากผู้กำกับดูแล (Regulator) ดังนั้น SCBX จะเข้าไปยึดครองเซ็กเมนต์ในส่วนที่มีรายได้และผู้เล่นท้องถิ่นยังไม่ได้ทำ หรือให้ความสำคัญน้อยกว่ากลุ่มอื่น เช่น กลุ่ม Unbank, Under Bank และกลุ่ม SSME
ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และยังไม่ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งภายหลังออกมาจากโควิด-19 จะเห็นว่าภาคครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีหนี้ที่สูงมาก จึงเป็นเหตุผลให้ SCBX มองหาโอกาสในตลาดอาเซียน โดยแบ่งเป็น 3 Tier ได้แก่
1.ประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ถือเป็น Tier 1 ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าลงทุน และเริ่มลงทุนไปแล้ว และ 2.กลุ่ม Tier 2 คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการสนับสนุนจากสหรัฐ ในการเป็นหน้าด่านของ Geopolitics
และ 3.การลงทุนนอกตลาดอาเซียน เช่น การลงทุนในอิสราเอลและสหรัฐ เป็นต้น ซึ่งเป็นการลงทุนในพันธมิตร (Partnership) ที่จะนำเอาเทคโนโลยีและฟินเทคเข้ามาช่วย เพราะจะเห็นว่ากลุ่มแพลตฟอร์ม เช่น ติ๊กต๊อก (TikTok) หรือแกร็บ (Grab) ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ไม่ใช่ Local แต่สามารถบุกเข้าไปในตลาดอาเซียนได้ ซึ่งมาจากขีดความสามารถในด้านเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
“หากนึกถึงภาพ Regional Bank ที่แข็งแรงและเป็น Leaders ในอาเซียน เราจะเห็นว่าเรามีทั้งธนาคารอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย แต่การมีสาขาและแค่ธุรกิจบางส่วน ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็น Leaders เพราะเราจะต้องเจอ Local Bank ที่แข็งแรงทั้งการซัพพอร์ตจาก Regulator และแข็งแกร่งด้าน Capital Based ดังนั้น เราจะเห็นธุรกิจหลายรายต้องถอนตัวจากอาเซียนไป“
ดังนั้น แนวทางการลงทุนของ SCBX เป้าหมายจะเป็นการลงทุนในฟินเทคสตาร์ตอัพเทคโนโลยี ซึ่งจะไปในกลุ่ม Unbank และ SSME ในอินโดนีเซียและเวียดนาม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยมองพันธมิตรที่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ (Apply) ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญที่เราจะสามารถเจาะเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ ทั้งนี้ หากเทียบต้นทุนกับธนาคารดั้งเดิมอยู่ที่ 40% ของรายได้รวม แต่ฟินเทคจะอยู่ที่ 20%
จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกับ “KakaoBank” ธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ร่วมลงนามจัดตั้ง “Consortium” และวีแบงก์ (WeBank) ธนาคารดิจิทัลในจีน ในการยื่นขอใบอนุญาต (License) การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย SCBX สามารถนำเอาเทคโนโลยีที่พันธมิตรหรือที่มีการลงทุนเข้าไปปรับใช้ในตลาดอาเซียน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนถูกและสามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน
ทั้งนี้ หากดูจุดแข็งของ WeBank จะเห็นว่าเปรียบเทียบเหมือนห้องเครื่องที่มีระบบแข็งแกร่งสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 400 ล้านคน โดยที่เครื่องยนต์ไม่เคยดับหรือสะดุด เพราะมี Know How ส่วน KakaoBank เป็นคนออกแบบ UXUI ซึ่งหากเราต้องการขยายไปอยู่ในเวียดนามก็สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ได้
เช่น ที่ผ่านมา SCBX นำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท อบาคัส ดิจิทัล ที่ทำสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และมันนิกซ์ ซึ่งทำสินเชื่อดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี และมีแผนระดมทุน หรือบริษัท CardX และ AutoX ที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในเรื่องของกระบวนการให้บริการอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ให้สามารถขายของลูกค้าได้ถูกต้อง และเป้าหมายคือต้นทุนที่ลดลง เพื่อจะไปสู่กำไรในอนาคต
อย่างไรก็ดี การจะไปถึงจุดนั้นจะต้องมีขนาด (Scale) ค่อนข้างใหญ่ โดยหวังว่าในอนาคต Virtual Bank จะเข้ามาช่วยสร้างรายได้และลดต้นทุน และผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวดีขึ้น
“ตอนนี้เรายังไม่ได้รับอนุญาตให้นำ Virtual Bank ไปตลาดต่างประเทศ แต่เราในฐานะผู้ลงทุนสามารถนำเทคโนโลยี ดาต้า หรือ AI มาใช้ได้ โดย SCBX เรามีโอกาสสร้างแบงก์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่มี Legacy ไม่มีสาขา ต้นทุนที่ดีกว่าที่มีอยู่เดิม ซึ่งต้องไปพร้อมกับกฎกติกาที่เราเริ่มจะมีเรื่องของ Open Data รวมถึงโปรดักต์อะไรที่จะทำบ้าง ซึ่งจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูว่ากู้เงินไปทำอะไร เพื่อให้เกิดวินัย และช่วยลดหนี้เสีย
รวมถึงเอาเทคโนโลยีเข้าไปต่อยอดในสิ่งที่เราเข้าไปลงทุน เช่น เราลงทุนใน Home Credit เราสามารถเอาเทคโนโลยีใหม่เข้าไปช่วยเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม เพื่อช่วยเรา Run Cost ที่ถูกลง เพราะเรามองเกมการแข่งขัน คือ ความสามารถในการปรับต้นทุนที่ต่ำตอบสนองลูกค้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดแพ้หรือชนะ“