“อัสสเดช” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มองหุ้นไทยปลายปี‘67 สดใส รับเม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์-TESG หนุน ฟันด์โฟลว์ไหวเข้า เชื่อกำไรบจ.Q3/67 โตดี จับตามาตรการจีน-สงครามตะวันออกกลาง หวั่นกระทบตลาดทุน
วันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 67 นี้ มองว่ายังมีความหวังที่ดี โดยมีปัจจัยหลายอย่างในประเทศที่เป็นบวก อย่างสัปดาห์หน้าจะมีการรายงานกำไรบริษัทที่จดทะเบียน ไตรมาส 3/67 ต้องติดตามว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ คือปัจจัยต่างประเทศ เช่น จีนที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องดูว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอย่างไร รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์สงครามของตะวันออกกลาง เพราะจะส่งผลให้นักลงทุนเห็นความเสี่ยงและโยกเงินไปในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่า เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับเข้ามาในประเทศมากกว่าเดือนที่ผ่านมา และยังไม่มีปัจจัยที่ชัดเจนว่าเงินลงทุนของต่างชาติจะลดลง เนื่องจากกองทุนวายุภักษ์ ยังคาดว่าจะมีแรงกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กองทุน Thai ESG โมเมนตัมกำลังเริ่มเข้ามาในตลาดทุน
นอกจากนี้ ด้านการลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนต่างประเทศ ขณะที่ในประเทศมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ ในการให้ความรู้การลงทุน เข้าถึงตลาดทุนมากขึ้น อยากให้มีนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มากขึ้น โดยล่าสุดมีการทำตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร ที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ขอนแก่น มีนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเป็นอย่างมาก และมีการเปิดบัญชีที่สูงขึ้น
ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับมาในเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างสูง รับแรงสนับสนุนจากต่างประเทศ ของการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ในประเทศ เห็นความชัดเจนด้านการเมือง หลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และกองทุนวายุภักษ์ที่ได้รับแรงขับเคลื่อน ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่รายงานออกมาเข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

ทั้งนี้ แม้เดือนนี้ฟันด์โฟลว์ยังลดลง แต่มองว่ายังเป็นเทรนด์ไหลเข้า โดยต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ GDP ของไทย ที่จะประกาศออกมา ซึ่งจะสอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อย่างปีนี้มองว่าครึ่งปีหลังจะดีกลางครึ่งปีแรก (67) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเมืองไทยที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์ว่า ไตรมาส 3/67 มีสัญญาณว่าจะดีกว่า ไตรมาส 2/67 ในบางเซกเตอร์ เช่นการส่งออก การท่องเที่ยวในประเทศ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับการเบิกจ่ายภาครัฐ เป็นต้น
สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ในต่างประเทศติดตามการเลือกตั้งฝั่งสหรัฐ แต่คาดว่าจะไม่ได้กระทบต่อประเทศไทยมากนัก และสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงคาดการณ์ไม่ได้หลังจากนี้ว่าจะลดเพิ่มอีกหรือไม่ และติดตามสงครามในอิสราเอล มองว่าน่าจะไม่รุนแรงมากนักแต่คงจะอยู่ในเหตุการณ์นี้อีกสักพัก โดยเรื่องที่จะกระทบอาจเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน
ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่ต้องติดตาม คือ เรื่องค่าเงินบาท แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มอ่อนค่าลงแล้ว แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะส่งผลต่อการจองที่พักและด้านการท่องเที่ยว รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ
“ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อรื้อฟื้นโครงสร้างการท่องเที่ยวที่เสียไปจากผลกระทบต่างๆโดยเฉพาะน้ำท่วม เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นโดยเร็ว ซึ่งหากทำให้ทันก่อนถึงช่วงซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาในประเทศ ก็จะช่วยให้ไทยไม่เสียโอกาสการลงทุนด้านการท่องเที่ยว”
ส่วนมาตรการที่อยากให้รัฐบาลเร่งออกมา คือ มาตรการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในประเทศ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวและต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ ทั้งนี้ มองว่า ช่วงปลาย ปี 67 นี้ จะมีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น และคาดว่ามูลค่าการซื้อขายจะเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับ ภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนก.ย.67 SET Index ปิดที่ 1,448.83 จุด เพิ่มขึ้น 6.6% จากสิ้นเดือนสิงหาคม โดยรับปัจจัยสนับสนุนทั้งส่วนของภายในประเทศยังมีปัจจัยบวก อาทิ การเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่รายงานออกมาเข้มแข็งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด
รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนผ่านการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ผ่านกองทุนรวมวายุภักษ์ ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือนกันยายนสูงสุดในรอบ 22 เดือน ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจาก Sensitivity Analysis พบว่าหุ้นของบริษัทในกลุ่มส่งออกและท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบเชิงลบต่อคาดการณ์กำไรในอนาคต ซึ่งตรงกันข้ามกับหุ้นของบริษัทในกลุ่ม domestic play และกลุ่มที่มีสัดส่วนนำเข้าเพื่อผลิตสูงที่อาจได้อานิสงส์จากต้นทุนที่ลดลง
