เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หลากเหตุผล สมาชิก EU เสียงแตก นโยบายกีดกันอีวีจีน

12 ต.ค. 2567 | 16:15น.
อาคารสำนักงานคณะกรรมาธิการยุโรป กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

อาคารสำนักงานคณะกรรมาธิการยุโรป กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

ในการลงมติของสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู (European Union : EU) ต่อข้อเสนอกำหนดใช้ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจีนต่อไปเป็นเวลา 5 ปี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา มี 10 ประเทศ “เห็นชอบ” มี 5 ประเทศ “คัดค้าน” และมี 12 ประเทศ “งดออกเสียง” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ ในอียูมีจุดยืนต่อประเด็น “รถยนต์ไฟฟ้าจีนและการค้ากับจีน” หลากหลายกว่าที่คาด และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของหลายประเทศไม่เต็มใจที่จะมีปัญหากับจีน

10 ประเทศที่ออกเสียงเห็นชอบ ได้แก่ บัลแกเรีย เดนมาร์ก เอสโทเนีย ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิตาลี ลิทัวเนีย ลัตเวีย เนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์ ซึ่งเป็นตัวแทนประชากร 45.99% ของประชากรทั้งหมดในสหภาพยุโรป

5 ประเทศที่ออกเสียง “คัดค้าน” ได้แก่ เยอรมนี ฮังการี มอลตา สโลวีเนีย และสโลวะเกีย ซึ่งเป็นตัวแทนของประชากร 22.65% ของประชากรทั้งหมดในสหภาพยุโรป

12 ประเทศที่งดออกเสียง ได้แก่ เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก กรีซ สเปน โครเอเชีย ไซปรัส ลักเซมเบิร์ก ออสเตรีย โปรตุเกส โรมาเนีย สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นตัวแทนประชากร 31.36% ของประชากรทั้งหมดในสหภาพยุโรป

เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว น่าสนใจว่าในสหภาพยุโรปเองก็มีความเห็นและจุดยืนที่หลากหลายต่อเรื่องนี้ ในหมู่ประเทศที่ออกเสียงแบบเดียวกันก็ยังมีเหตุผลที่ต่างกันออกไป

กรณีของสเปนน่าสนใจที่สุด เพราะก่อนการลงมติ สเปนเป็นประเทศที่เปิดหน้าเรียกร้องชัดเจนว่าต้องการให้สหภาพยุโรปยกเลิกการขึ้นภาษีดังกล่าว แต่เมื่อถึงเวลาลงมติ สเปนกลับงดออกเสียงไปเฉย ๆ แล้วหลังได้ข้อสรุปแล้วก็กลับมากล่าวแย้งอีกว่า สหภาพยุโรปไม่ควรขึ้นภาษีอีวีจีน เพราะเกรงว่าจะเกิดการตอบโต้จากจีนมากยิ่งขึ้นจนเกิดเป็นสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบหนักขึ้น

เหตุผลที่สเปน (แสดงออก) คัดค้านการขึ้นภาษีอีวีจีนนั้น เป็นเพราะสเปนจะเป็นหนึ่งในผู้เสียผลประโยชน์ก้อนใหญ่ เนื่องจากก่อนหน้านี้จีนประกาศสอบสวนว่าสหภาพยุโรปส่ง “เนื้อหมู” เข้าไปทุ่มตลาดเนื้อหมูในจีน ซึ่งสเปนเป็นประเทศที่ส่งออกเนื้อหมูเข้าจีนมากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอียู อีกทั้งสเปนยังเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนของบริษัท เชอรี่ ออโต้โมบิล (Chery Automobile Co.) ซึ่งตามแผนเดิมจะเริ่มผลิตภายในปีนี้ แต่หลังจากที่ยุโรปมีมติขึ้นภาษีอีวีจากจีน เชอรี่ก็ได้เลื่อนเป้าการเริ่มผลิตที่โรงงานในสเปนออกไป 1 ปี เป็นเดือนตุลาคม 2025

ส่วนเยอรมนี ประเทศใหญ่สุดในสหภาพยุโรป ทั้งในแง่ประชากรและขนาดเศรษฐกิจ ก็ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเจาะจงขึ้นภาษีอีวีจีนสูงขนาดนี้ และได้เรียกร้องมาแล้วหลายครั้งให้สหภาพยุโรปทบทวนและหาทางออกร่วมกันกับจีนเพื่อเลี่ยงข้อพิพาททางการค้า

เหตุผลการคัดค้านของเยอรมนีคือ เยอรมนีเป็นเจ้าแห่งรถยนต์ยุโรป และรถยนต์สัญชาติเยอรมันจะโดนกำแพงภาษีนี้ย้อนกลับมาทำร้ายเสียเอง ทั้งโดยการที่รถยนต์เยอรมันส่วนหนึ่งที่ผลิตในจีนเมื่อส่งกลับไปขายในยุโรปก็จะต้องโดนเก็บภาษีสูงตามแหล่งที่มา และในอีกทางหนึ่ง มีแนวโน้มว่าจีนจะตอบโต้โดยการตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ยุโรปคืนได้เช่นกัน ซึ่งประเทศที่เดือดร้อนที่สุดก็จะเป็นเยอรมนี

ฮังการีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คัดค้าน เนื่องจากเกรงเสียผลประโยชน์และกระทบความสัมพันธ์กับจีน เพราะฮังการีได้รับคำมั่นสัญญาการลงทุนมหาศาลจากบริษัทจีน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าบีวายดี (BYD) ของจีนได้เลือกฮังการีให้เป็นศูนย์กลางการผลิตในยุโรป อีกทั้งจีนได้ให้เงินกู้จำนวนมากแก่รัฐบาลฮังการี นอกจากนั้น ฮังการีก็ได้ชื่อว่าเป็นสมาชิก “นอกคอก” ของสหภาพยุโรปอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การที่ฮังการีจะออกเสียงอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้แน่เสียยิ่งกว่าแน่

สำหรับฝรั่งเศส ประเทศใหญ่ที่เป็นผู้ผลักดันการตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าทราบอยู่แล้วว่าตนเองเสี่ยงจะเสียผลประโยชน์มากที่สุดจากการที่จีนจะตอบโต้ผ่านสินค้า “บรั่นดี” และสินค้าหรูต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนว่าฝรั่งเศสมีเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังมากไปกว่าความพยายามปกป้องแบรนด์รถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสอย่างเช่น เรโนลต์ (Renault) และเปอโยต์ (Peugeot) หรือไม่

คำอธิบายจาก เอ็มมานูเอล มาครง (Emmenuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส คือ การอุดหนุนอุตสาหกรรมอีวีของรัฐบาลจีนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด หากสหภาพยุโรปไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมในการแข่งขันได้ ก็ไม่อาจรักษาฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมเอาไว้ในยุโรปได้

มีการวิเคราะห์ว่าฝรั่งเศสผลักดันการตั้งกำแพงภาษี เพราะต้องการเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของสหภาพยุโรป และที่ฝรั่งเศสทำเช่นนี้ได้เพราะไม่มีผลประโยชน์ที่จะเสียมากนัก เนื่องจากรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสไม่ได้มียอดขายในจีนมากอยู่แล้ว ฝรั่งเศสจึงไม่ต้องกังวลผลกระทบที่จะเกิดในตลาดจีน ในทางตรงข้าม แบรนด์รถยนต์ฝรั่งเศสต้องการการปกป้องในตลาดยุโรปมากกว่า และแม้ว่าฝรั่งเศสจะโดนจีนเล่นงานอุตสาหกรรมบรั่นดี แต่ก็ทำร้ายฝรั่งเศสได้ไม่มากเมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกทั้งหมด และไม่มากพอที่จะเปลี่ยนใจฝรั่งเศสได้