ปุ๋ยนาโนคีเลต ประยุกต์เกษตรแปลงใหญ่สู่ความยั่งยืน
นาโนเทค ประยุกต์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยปุ๋ยนาโนคีเลต ตอบโจทย์กลยุทธ์ NANOTEC Flagship 4 Strategic Focus สารสกัดสมุนไพร ชุดตรวจสุขภาวะ น้ำและสิ่งแวดล้อม เกษตรและอาหาร ประยุกต์เทคโนโลยีและเกษตรแปลงใหญ่สู่ความยั่งยืน
วันที่ 11 ตุลาคม 2567 เทคโนโลยีและเกษตรแปลงใหญ่ กลายเป็นโจทย์ท้าทายของทั้งภาคธุรกิจ รวมถึงภาคการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบความต้องการและความท้าทายใหม่ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช.เป็นขุมพลังหลักของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้เข้มแข็ง
ตามนโยบายที่นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบไว้คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” เพิ่มบทบาทการทำงานเชิงรุกผลักดันงานวิจัยให้เข้าถึงประชาชนและใช้ประโยชน์ในวงกว้าง
สำหรับเกษตรกรรมซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ยังตอบกลยุทธ์ NANOTEC Flagship ที่มี 4 Strategic Focus คือ สารสกัดสมุนไพร ชุดตรวจสุขภาวะ น้ำและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกษตรและอาหาร

“การวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร รองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและความต้องการของภาคการเกษตรไทย อาทิ โดรน เครื่องมืออัตโนมัติ กึ่งอัตโนมัติ หรือเกษตรแปลงใหญ่ ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร
รวมถึงสร้างมูลค่าให้กับทั้งห่วงโซ่การผลิต นับเป็นความท้าทายใหม่ที่เราวางแผนการทำงานอย่างเต็มที่ รวมถึงกลยุทธ์ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์งานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้บทบาท Solution Partner อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พันธมิตรนวัตกรรมอย่างบริษัท ฟ้าอรุณ พืชผลเพื่อไทย จำกัด” ผู้อำนวยการนาโนเทคย้ำ
ต่อยอดสู่การใช้งานจริง
บริษัท ฟ้าอรุณ พืชผลเพื่อไทย จำกัด จึงรับถ่ายทอดเทคโนโลยี “ปุ๋ยคีเลตธาตุอาหารรอง-เสริม” ผลงานวิจัยจากนาโนเทค สวทช. พร้อมเผยความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์เสริมนวัตกรรมรับเทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ
ต่อยอดสู่ “ปุ๋ยน้ำสำหรับโดรน” รับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ด้าน “นาโนเทค” ย้ำนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนาตอบโจทย์ “การเกษตร” ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ วางทิศทางการวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร รองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและความต้องการของเกษตรแปลงใหญ่
นางตรีพิพัฒน์ ศิลปการสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟ้าอรุณ พืชผลเพื่อไทย จำกัด กล่าวว่า ฟ้าอรุณฯ เป็นผู้นำทางด้านการผลิตปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน ธาตุอาหารรอง-เสริม การทำงานร่วมกับเกษตรกรไทย
ต่อยอดงานวิจัยปุ๋ยนาโนคีเลตออกมาเป็นสูตรที่เน้นใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปุ๋ยคีเลตใช้ร่วมกับโดรนทางการเกษตร และปุ๋ยคีเลตทางระบบน้ำ เพื่อจุดประสงค์สำคัญคือการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ของไทย ที่จะช่วยควบคุมต้นทุนการผลิต และเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ยังตอบความต้องการหลักของเกษตรกรที่ต้องการประสิทธิภาพที่เห็นได้จริง
“ทำให้อยากให้เขาทำแล้วมีกำไร ขายผลผลิตทางการเกษตรแล้วมีเงินเหลือใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลืมตาอ้าปากได้ และไปได้ไกลเหมือนเกษตรกรของญี่ปุ่น อิสราเอล และประเทศอื่น ๆ ที่ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยให้เกษตรกรรมไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางตรีพิพัฒน์กล่าวย้ำ

แก้ปัญหาการเติมจุลธาตุอาหารให้กับพืช
สำหรับปุ๋ยนาโนคีเลต ผลงานของ ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง จากทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค สวทช. เป็นการต่อยอดงานวิจัย “สารคีเลตจุลธาตุอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่พืช”
แก้ปัญหาการสูญเสียและไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพของการเติมจุลธาตุอาหารให้กับพืช ด้วยธาตุอาหารกลุ่มนี้ตกตะกอนง่าย พืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ปุ๋ยนาโนคีเลตพัฒนาขึ้นจากการใช้อนุพันธ์ของกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยย่อยขององค์ประกอบประเภทโปรตีนของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
ผ่านกระบวนการห่อหุ้มจุลธาตุอาหารในรูปแบบสารเชิงซ้อน ให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดี พร้อมพัฒนาให้สามารถห่อหุ้มจุลธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการยึดเกาะใบด้วยสารโมเลกุลขนาดใหญ่สลายตัวได้ตามธรรมชาติ
จึงสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ได้ 20-50% โดยมีการพัฒนาต่อเนื่อง ให้เหมาะกับพืชผลไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ข้าว และเตรียมขยายสู่พืชเศรษฐกิจของไทยอย่างมันสำปะหลัง อ้อย ได้ในอนาคต
ดร.คมสันต์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การพัฒนาปุ๋ยหรือปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องวิจัยและพัฒนาเป็นลำดับต้น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรรมเป็นเศรษฐกิจฐานรากของคนไทย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพจะช่วยควบคุมต้นทุน และเพิ่มผลกำไรให้กับเกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ
การผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านการเกษตรออกสู่ภาคเกษตรของไทย จะช่วยให้เกษตรกรต่อสู้กับปัญหาสำคัญต่าง ๆ เช่น ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน