“พิชัย” รองนายกฯ ประธานบอร์ด EEC เปิดเผยไทม์ไลน์การแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเข้าสู่การพิจารณา ครม.ภายใน 2 สัปดาห์
วันที่ 15 ตุลาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ. หรือบอร์ด EEC) เปิดเผยถึงไทม์ไลน์การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังบอร์ด EEC มีมติให้มีการปรับแก้ไขสัญญา 5 ข้อ
นายพิชัยกล่าวว่า ไทม์ไลน์ขณะนี้ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเห็นประกอบการพิจารณาก่อน ซึ่งปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์บวกลบ จึงจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้
ส่วนรายละเอียดของสัญญามีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขอย่างไรบ้างนั้น นายพิชัยกล่าวว่า ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ขอเวียนเรื่องและรอความเห็นของแต่ละกระทรวงก่อน
เมื่อถามว่าเมื่อมีการแก้ไขรายละเอียดเช่นนี้จะต้องทำสัญญาใหม่หรือไม่ นายพิชัยกล่าวย้ำว่า ต้องขอดูความเห็นของแต่ละกระทรวงและ ครม.ก่อน ส่วนไทม์ไลน์จะถูกเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น ทุกวันนี้ก็เลื่อนอยู่แล้ว
แก้สัญญา 5 ข้อ
สำหรับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ที่ผ่านมามีการดำเนินการร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท เอเชียเอรา วัน จำกัด และล่าสุดบอร์ดอีอีซี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เห็นชอบ ดังนี้
1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม เมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ภายใน 5 ปี โดยกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของภาครัฐ (ร.ฟ.ท.) ทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน
2.กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) โดยให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี จำนวนเท่า ๆ กัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา ในการนี้เอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่นที่ ร.ฟ.ท.ต้องรับภาระ
3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ และเป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52% ร.ฟ.ท.มีสิทธิเรียกให้เอกชนชําระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ ตามจำนวนที่จะตกลงกันต่อไป
4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) โดยให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ ร.ฟ.ท.สามารถออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมดนี้
5.การป้องกันปัญหาในอนาคต ที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น
การประชุม กพอ.ครั้งล่าสุดดังกล่าว ได้มีมติให้ สกพอ.ดำเนินการนำเสนอหลักการแก้ไขปัญหาโครงการใน 5 ประเด็นดังกล่าวต่อ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบการทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2561
รวมทั้งให้คู่สัญญาร่วมกันเจรจาร่างสัญญาแก้ไข และเสนอต่อคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการ พิจารณา และนำส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนนำเสนอ กพอ.และ ครม. เพื่อให้ ครม.เห็นชอบการแก้ไขสัญญาอีกครั้ง ก่อนคู่สัญญาจะลงนามในสัญญาฉบับแก้ไขต่อไป