กรรมการสภาผู้บริโภค ชี้ช่องโหว่ พ.ร.บ.อาหาร 2522 บังคับใช้มากว่า 45 ปี เขียนตั้งแต่ยุคไม่มีอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์ม ทั้งนิยามไม่ครอบคลุมกลุ่มดารา อินฟลูเอนเซอร์ และการโฆษณา ยันบทลงโทษที่เบาทำให้ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
วันที่ 17 ตุลาคม 2567 จากกรณีมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ดำเนินคดีผู้บริหารบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขายตรงเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ กล่าวหาหลอกลงทุนและหาลูกข่ายมาเป็นสมาชิกโดยไม่ได้ขายสินค้าจริง และใช้ศิลปินดาราช่วยโปรโมต ล่าสุดมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้ว 1,067 ราย เสียหายกว่า 378.2 ล้านบาทนั้น
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง กรรมการสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ มองประเด็นดิ ไอคอน กรุ๊ป ว่ามีความซับซ้อน คนอาจจะมองแค่เป็นเรื่องเข้าข่ายการหลอกลวง หรือเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ แต่ส่วนตัวมองประเด็นความปลอดภัยด้านอาหารที่วันนี้กฎหมายบ้านเรามีช่องโหว่ ขณะที่ประสิทธิภาพของกฎหมายปัจจุบันก็ตามไม่ทัน ทำอะไรไม่ได้
กรณีดาราส่วนใหญ่รับจ้างโฆษณาหรือรับรีวิว โดยมีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภก.ภาณุโชติชี้ว่า แต่เวลาถูกดำเนินคดี หรือมีเรื่องขึ้นมาดาราก็มักจะบอกว่าแค่รับจ้าง เป็นแค่พรีเซ็นเตอร์ รับสคริปต์มาพูด สุดท้ายความผิดก็จะถูกโยนกลับไปให้ผู้ผลิตสินค้า ส่วนดาราจะผิดแค่การโฆษณาเกินจริง ซึ่งบทลงโทษก็เบามาก
“หากจะมองให้ลึกกว่านั้น การที่ดาราโฆษณาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อเพราะว่าคําพูดของดารา แต่เขาซื้อเพราะภาพลักษณ์ดาราเชื่อถือ ดาราที่มีบุคลิกภาพ หน้าตาดี ยืนยันว่าใช้จริง ผู้บริโภคเชื่อที่ตัวตน ดังนั้น ธุรกิจแบบนี้จึงนำภาพลักษณ์ของดารามาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านสุขภาพ”
ภก.ภาณุโชติระบุว่า การที่หน่วยงานรัฐตามไม่ทัน ทำงานไม่รวดเร็วในการเข้าไประงับ หรือเตือนภัยผู้บริโภค จับตรงไหนก็มีช่องโหว่ไปหมด จึงกลายเป็นช่องทางให้ธุรกิจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้โอกาสนี้ขยายธุรกิจจนใหญ่โตอย่างที่เห็น ในยุคอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนแชร์กระจายข้อมูลต่าง ๆ ไปอย่างรวดเร็ว ดาราที่เป็นพรีเซ็นเตอร์เองก็แชร์ด้วยนั้น ประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ เห็นว่า ตัวดาราหรือผู้มีชื่อเสียงจะต้องมีการกลั่นกรองก่อนจะรับรีวิว หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า รวมไปถึงสื่อโทรทัศน์ รายการทีวี สำนักข่าวออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ภก.ภาณุโชติกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติอาหาร (ฉบับที่ …) ที่สภาผู้บริโภคเสนอแก้ไข และอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อเสนอฝ่ายนิติบัญญัตินั้น เป็นการ “ยกเครื่อง” กฎหมายอาหารที่ล้าสมัย โดยเป็นการเติมบางส่วนเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองจากการโฆษณาอาหารที่ไม่เป็นธรรม “การที่สภาผู้บริโภคเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 บังคับใช้มากว่า 45 ปี ถ้าเรามองก็เห็นเลยว่าติดกระดุมเม็ดแรกผิด โดยเฉพาะนิยามที่เขียนไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มพวกดารา อินฟลูเอนเซอร์ และการโฆษณา เขียนตั้งแต่ยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์แบบทุกวันนี้”
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ให้นิยาม ผู้ทําการโฆษณา ซึ่งเป็นนิยามที่กว้างมาก สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มีการแก้ไข “เพิ่มคำนิยาม” เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองที่เป็นธรรม เช่น เพิ่มคำนิยามคำว่า “สื่อโฆษณา” เพื่อให้ครอบคลุมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล และให้การปฏิบัติสามารถบังคับได้จริง เพิ่มบทนิยามคำว่า ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร หมายความว่า ผู้รับอนุญาตผลิตอาหาร ผู้รับอนุญาตนำเข้าอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้จำหน่ายอาหาร ผู้ผลิตภาชนะบรรจุ หรือวัตถุสัมผัสอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้าภาชนะบรรจุ หรือวัตถุสัมผัสอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้จำหน่ายภาชนะบรรจุหรือสัมผัสอาหาร และหมายความรวมถึงผู้รับอนุญาตโฆษณาอาหาร และผู้ทำการโฆษณาอาหารด้วย
“การเสนอรื้อกฎหมายอาหาร ใครที่ทำอะไรที่เกี่ยวกับอาหารอนาคตจะครอบคลุมหมด ซึ่งก็รวมถึงดารา อินฟลูเอนเซอร์โฆษณาอาหาร จะถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย และมีบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับ”
ภก.ภาณุโชติกล่าวอีกว่า ปัญหาช่องโหว่ของกฎหมายที่ถูกเขียนมาอย่างยาวนาน ทำให้อำนาจหน้าที่ของภาครัฐไม่ครอบคลุมและไม่เท่าทันปัญหาที่เกิด รวมถึงบทลงโทษที่ถูกบังคับใช้นั้น น้อยเกินกว่าจะทำให้ผู้ประกอบการเกรงกลัวต่อกฎหมาย ฉะนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จะเอาทุกองคาพยพ ตั้งแต่บริษัทรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ ปล่อยให้โฆษณาอาหารเกินจริง ใครเขียนสคริปต์ให้ดารา อินฟลูเอนเซอร์พูด ก็ต้องรับผิดชอบด้วย
“การรับรีวิวผลิตภัณฑ์อาหาร แต่กลับไปโยงรักษาโรค คุณต้องเอ๊ะ หรือไม่ก็ต้องถาม อย.ก่อน ทำอย่างนี้เป็นการปกป้องตัวเอง และมีส่วนร่วมปกป้องผู้บริโภคด้วย ถ้าก่อนรับงานไม่ตรวจสอบ พอเกิดเรื่องขึ้น ประชาชนจะมองคุณไม่เหมือนเดิม เท่ากับคุณทำลายวงการ ทำลายอาชีพของคุณเอง”