คอลัมน์ : ระดมสมอง
เกาะติดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 แม้สัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยเผชิญ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำในระยะยาว
ล่าสุด KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยขยายตัวขึ้นจาก 2.6% เป็น 2.8% ในปี 2024 และจาก 2.8% เป็น 3.0% ในปี 2025 เพื่อสะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านการแจกเงินให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลบวกต่อการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 4 รวมถึงผลจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นมากกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นการปรับตัวดีขึ้นระยะสั้น เนื่องจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างในระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงอายุ ปัญหาความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิต และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยประเมินว่า ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตได้ต่ำกว่า 2.5% หากไม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม
KKP Research ประเมินว่า การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยยังเป็นการปรับตัวดีขึ้นเพียงชั่วคราว ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ถึงกลางปีหน้า หากยังไม่มีการผลักดันนโยบายแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2.5% ในระยะยาว
ส่งออกดีขึ้นแต่ผลต่อเศรษฐกิจลดลง
KKP Research ปรับประมาณการการส่งออกในปี 2024 ขึ้นจาก 1.3% เป็น 2.3% จากการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยการขยายตัวของการส่งออกปรับตัวดีขึ้นในหลายกลุ่ม นำโดยการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และปัญหาการขาดแคลนอุปทานชั่วคราวในบางสินค้า เช่น ข้าวในกัมพูชา และยางในอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตคือ ผลบวกต่อเศรษฐกิจจากการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกไทยอาจไม่มากเท่ากับในอดีต จากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1) การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นในบางสินค้ามีแนวโน้มเกิดจากการ “Rerouting” หรือเป็นการเปลี่ยนเส้นทางการค้าจากจีนไปสหรัฐอเมริกาโดยตรง เป็นการส่งสินค้าจากจีนผ่านไทยไปยังสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการกีดกันทางการค้าของสหรัฐต่อจีน ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศไทยมีไม่มากนัก
2) การส่งออกที่เป็นตัวเงิน (Nominal Export) ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การส่งออกที่แท้จริง (Real Export) อาจปรับตัวสูงขึ้นน้อยกว่า 3) การผลิตสินค้าบางกลุ่มยังไม่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นการส่งออกจากสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับสูง เช่น กลุ่ม ICs และ Electronics เป็นต้น
ทั้งนี้ จากมูลค่าเพิ่มในประเทศที่มีแนวโน้มลดลง KKP Research ประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของการส่งออก 1% จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจลดลงจากประมาณ 0.3ppt เหลือประมาณ 0.1ppt ถึง 0.2ppt เท่านั้น นอกจากนี้ ในระยะต่อไปยังต้องติดตามความเสี่ยงที่การส่งออกอาจเริ่มชะลอตัวลงได้จาก 1) เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วอาจกระทบปริมาณการส่งออกของสินค้าบางกลุ่ม เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวลงในปีหน้า โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญของไทย โดยการชะลอลง 1% จะส่งผลต่อการเติบโตของการส่งออกประมาณ 2% และ 3) วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเติบโตได้ช้าลง
ท่องเที่ยวฟื้นตัวในอัตราที่ช้าลง
KKP Research ยังคงประเมินว่า การท่องเที่ยวในปี 2025 จะทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 35.7 ล้านคนในปีนี้ สู่ระดับ 38.9 ล้านคนในปีหน้า (รูปที่ 6) โดยการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวทำหน้าที่เป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตในปีหน้าจะเริ่มชะลอลงจากระดับนักท่องเที่ยวที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่งผลให้ผลบวกต่อ GDP จากการเติบโตของการท่องเที่ยวเริ่มทยอยปรับตัวลดลง ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีแรงขับเคลื่อนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากภาคการผลิตมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตใกล้เคียงกับระดับศักยภาพเดิมที่ 3% ได้
4 ปัญหาโครงสร้างฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ
KKP Research ยังคงมุมมองเดิมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยประเมินว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มโตได้ต่ำกว่า 2.5% หากไทยยังขาดนโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยประเมินว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับ 4 แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
1.โครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันกำลังเป็นปัจจัยลบต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จากจำนวนคนวัยทำงานที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2015 ทำให้โครงสร้างประชากรกลายเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
2.ภาคการผลิตไทยเผชิญกับปัญหาความสามารถในการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี โดยการผลิตมีทิศทางที่หดตัวลงต่อเนื่อง จากทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากประเทศจีน โดยหนึ่งในสัญญาณสำคัญคือประเทศไทยขาดดุลการค้ากับประเทศจีน มีการปรับตัวเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
3.การลงทุนภาคเอกชนไทยหดตัวลงรุนแรงถึง 5.7% ในไตรมาส 2 ของปีสูงกว่าที่คาดไว้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคการผลิตไทยที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ขณะที่การลงทุนในกลุ่มการก่อสร้างหดตัวลงเช่นกัน ตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ
4.สถานะทางการเงินของครัวเรือนที่อ่อนแอ ปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 80% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มฉุดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และรายได้ครัวเรือนที่เติบโตได้ไม่ดี ส่งผลให้หนี้เสียในภาคธนาคารเริ่มปรับตัวสูงขึ้นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีแนวโน้มหดตัวลง
จากปัจจัยทั้งหมดทำให้ KKP Research ยังคงประเมินภาพพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง และระยะยาว ที่ยังไม่ต่างจากเดิม แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจจะได้รับแรงส่งจากนโยบายการแจกเงินของภาครัฐก็ตาม