คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
ก่อนหน้านี้ ผมทำตารางประเมินตัวเองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลาออกไปแล้ว มาคราวนี้ก็เลยขอเอาเรื่องนี้มาพูดต่อเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้ว ตามนี้ครับ
1.ทำการบ้านก่อนส่งใบสมัครงาน : ควรหาข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของบริษัทนั้น ๆ ให้ดีเสียก่อนว่า เขาทำธุรกิจอะไร มีใครเป็นผู้ถือหุ้น ใครเป็นผู้บริหาร มีประวัติเป็นมายังไง ฯลฯ จะได้เตรียมตัวเมื่อมีการเรียกไปสัมภาษณ์ คำว่า “รู้เขา-รู้เรา” ยังใช้ได้อยู่เสมอ
2.เป็นฝ่ายรุกตั้งคำถามบ้าง ไม่ใช่รอรับคำถามแต่เพียงฝ่ายเดียว : ไม่ควรเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ด้วยการเป็นผู้รอรับคำถามและแค่ตอบคำถาม แต่ควรเตรียมคำถามไปถามในห้องสัมภาษณ์ในสิ่งที่เราต้องการจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากทางบริษัท เพื่อให้รู้ทัศนคติ วิธีคิดของผู้บริหารหรือคนที่เป็นว่าที่หัวหน้า เพื่อประกอบการประเมินและตัดสินใจว่าเราจะไปต่อกับบริษัทนี้ได้หรือไม่
ข้อนี้อาจมีคนแย้งว่า จะไปเลือกอะไรนักหนา ทำเป็นกบเลือกนายไปได้ เขารับเข้าทำงาน ได้เงินเดือน มีงานทำก็ดีเท่าไหร่แล้ว อย่าเรื่องมาก ทำ ๆ ไปเถอะ
คงมีหลายคนที่คิดแบบนี้ ซึ่งผมคงไม่ตัดสินนะครับว่า คิดแบบนี้ดีหรือไม่ดี
แต่ตัวผมเองจะประเมินบริษัท (และผู้บริหารที่สัมภาษณ์ผม) ทุกครั้งว่า จากที่สัมภาษณ์กันไปแล้ว จะมีแนวโน้มได้ทำงานด้วยกันได้ดีหรือไม่
ถ้าคิดเห็นไม่ตรงกันตั้งแต่สัมภาษณ์ในประเด็นที่สำคัญ หรือเป็นเรื่อง Sensitive ที่ผมคิดว่า ขืนทำงานด้วยกันก็น่าจะเกิดความขัดแย้งกันแหง ๆ ผมก็จะตอบปฏิเสธ
เพราะถ้าขืนคิดแบบง่าย ๆ ข้างต้นว่า เมื่อเขารับเรา เราก็ทำไปก่อน แต่แล้วก็ทำได้ไม่นาน ต้องลาออกหรือไม่ผ่านทดลองงาน เพราะขัดแย้งกันในวิธีการทำงาน ในที่สุดคนที่จะเสียประวัติคือ ตัวเราเองนะครับ ไม่ใช่บริษัทที่รับเราเข้าทำงาน
พูดมาถึงตรงนี้ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่จะคิดเลยครับ ผมแค่แชร์ความคิดในมุมของผมเท่านั้น
3.สังเกตสภาพแวดล้อมในการทำงานของบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์ : ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ควรสังเกตบรรยากาศว่าเป็นยังไง รวมถึงสีหน้า แววตา ภาษากาย การพูดจาของพนักงานในที่นั้น ๆ มีบรรยากาศเป็นยังไง เพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งในการประเมินว่าน่าทำงานที่นี่ไหม
4.ไม่ควรยื่นใบลาออกเพราะแค่ความสะใจ : ยิ่งการยื่นใบลาออกโดยไม่มีงานใหม่หรือมีแผนอะไรรองรับเลย ว่าหลังจากนี้เราจะเอายังไงต่อไปนี่ คนที่เดือดร้อนคือตัวเรานะครับไม่ใช่หัวหน้า อย่าหลงตัวเองว่า ถ้าบริษัทขาดเราแล้วจะเดือดร้อน เพราะไม่มีตำแหน่งใดสำคัญที่สุดจนขาดไม่ได้หรอกครับ ในที่สุดเขาก็ต้องหาคนมาทำแทนได้อยู่ดีแหละ
5.เซ็นสัญญาจ้างก่อนยื่นใบลาออก : ก่อนที่จะยื่นใบลาออกก็ควรจะเซ็นสัญญาจ้างกับที่ใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน และที่ใหม่ควรจะต้องให้สำเนาสัญญาจ้างกับเรามาด้วย เพื่อยืนยันเข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย เมื่อมีข้อสงสัยเวลาที่เราซักถาม บริษัทมีการอธิบายลักษณะงาน สภาพการจ้าง รวมถึงตอบคำถามต่าง ๆ ชัดเจนไหม
แล้วอย่าลืมอ่านสัญญาจ้างให้ดีนะครับ สัญญาจ้างที่ดีต้องไม่มีข้อความที่แสดงเจตนาเอาเปรียบพนักงานหรือผิดกฎหมายแรงงาน เช่น จะเรียกเงินค้ำประกันการทำงาน ทั้ง ๆ ที่ลักษณะงานไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ
หรือถ้าไม่ผ่านทดลองงานจะไม่คืนเงินค้ำประกัน ฯลฯ ถ้ามีสัญญาจ้างทำนองนี้ ก็ไม่ควรทำงานด้วยเลยครับ
อีกเรื่องคือถ้าเซ็นสัญญาจ้างแล้ว บริษัทไม่ให้สำเนาสัญญาจ้าง หรือไม่ให้มีการเซ็นสัญญาจ้างก่อนที่จะไปเริ่มงานที่ใหม่ ผมตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทนั้นยังไม่มีความเป็นมืออาชีพ อาจมี Hidden Agenda ของฝ่ายบริหารบางอย่างที่มีแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีครับ
6.ถ้าทำงานที่บริษัทนี้ เราจะมี Career Path ที่จะเติบโตก้าวหน้าต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน
7.ตำแหน่ง เงินเดือน ค่าตอบแทนอื่น Total Pay รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ เป็นยังไงบ้าง น่าสนใจมั้ย ปกติการเปลี่ยนงานควรต้องมีรายได้ ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีกว่าเดิมนะครับ
8.ไม่ควรตัดสินใจเปลี่ยนงานเพื่อหนีปัญหาปัจจุบัน โดยยอมรับเงื่อนไขสภาพการทำงานที่ใหม่ที่แย่กว่าเดิม ไม่งั้นจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ หนีร้อนไปเจอร้อนกว่าเดิมก็ได้ครับ
หวังว่าทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังคิดจะหางานใหม่ให้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจและเป็นกำลังใจให้ได้งานที่ใช่นะครับ