Bitcoin
ชื่อ USDT โหมกระพืออีกครั้งเมื่อนำไปเชื่อมโยงกับคดีดัง The iCon ที่มีการออกมาให้ข้อมูลว่ามีการจ่ายสินบนด้วย USDT หรือสกุลเงินดิจิทัลประเภท Stable coin แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าธุรกรรมปริศนาที่มีการกล่าวถึงมีข้อเท็จจริงอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะปักใจเชื่อว่า Bitcoin และเหรียญคริปโตอื่น ๆ เป็นช่องทางยอดนิยมในการโยกย้ายเงินของมิจฉาชีพที่จับมือใครดมไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ลักษณะการใช้งาน “โปร่งใส” ที่สุด แต่อาจเพราะมีลักษณะ Anonymous ที่ระบุตัวตนได้ยาก
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐทั่วโลก และชุมชนผู้ใช้บล็อกเชนต่าง ๆ ก็มีความพยายามที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการกำกับดูแลธุรกรรมที่อาจจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน โดยหนึ่งในกลไก ที่ “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความรู้จักวันนี้ คือ การติดธงบัญชีดำ (Flagged for Blacklisting) บนแอดเดรสหรือกระเป๋าเงินคริปโตนั้น ๆ โดยหน่วยงานทางกฎหมาย และคนในอุตสาหกรรมคริปโต
จาก Bitcoin ถึง USDT
Bitcoin (BTC) ในยุคแรก ๆ เผชิญปัญหานี้ก่อนใคร เพราะกลุ่มค้ายาเสพติดออนไลน์ Silk Road ใช้ BTC เป็นช่องทางแลกเปลี่ยน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมได้โดยสืบเสาะจากไอพีอินเทอร์เน็ต ไอพีของร้านคาเฟ่ต่าง ๆ เพื่อจับ “คน” ตั้งเว็บไซต์ ก่อนเข้าสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์โจร แล้วจึงติดตามเส้นทางการเงินผ่านบล็อกเชนของบิตคอยน์ จนสามารถอายัดกระเป๋าเงินที่เกี่ยวข้องกับ Silk Road ได้กว่า 9,519,664 BTC
ในยุคต่อมาเกิด USDT หรือสกุลเงินดิจิทัลประเภท Stable Coin ที่ตรึงค่ากับดอลลาร์สหรัฐเสมอ ซึ่งก็มีหลายสกุล ไม่ว่าจะเป็น USDC, Dai หรือ TUSD เป็นต้น
ส่วน USDT ย่อมาจาก Tether USD ที่บริษัท USDT บริษัทแม่ผู้ทำการออกเหรียญ USDT สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2014 โดยใช้กระบวนการอ้างอิงสินทรัพย์จริง คือเงินดอลลาร์จริง ๆ ที่บริษัทเก็บไว้ในคลัง โดยที่หากมีผู้ต้องการสร้าง USDT ก็จะนำเงินจริง ๆ มาฝากไว้กับ Tether จากนั้น Tether จะ “เสก” หรือ Mint เหรียญขึ้นมาบน Tether Treasury แล้วโอนไปที่วอลเลตของผู้ต้องการออกเหรียญตามจำนวนเงินที่ฝาก
USDT จึงไม่ได้อะไร กับ “ดอลลาร์ดิจิทัล” ที่เปลี่ยนตนเอง จากระบบการเงินการธนาคาร ไปอยู่บนบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมหลายบล็อกเชน เช่น Ethereum, Polygon, Solana, Tron และ Avalanche เพื่อรองรับผู้ใช้งานที่มีความต้องการแตกต่างกัน
คำว่า “อยู่บนบล็อกเชน” หมายถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การสร้างเหรียญ การโอนย้าย การทำลายจะมีการบันทึกไว้ทั้งหมด ที่สำคัญ ทุกคนที่มีคอมพิวเตอร์และต่ออินเทอร์เน็ตได้ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทุกคน แต่ทุกธุรกรรมไม่ได้บอกชื่อ ที่อยู่ หรือบ่งบอกอัตลักษณ์ใด ๆ ยกเว้นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ต้องการแสดงความโปร่งใส จะทำการ KYC ตนเองบนบล็อกเชน เช่น Binance, Bitkub หรือ Tether เอง มีชื่ออยู่บนบล็อกเชน แต่สำหรับคนทั่วไปทุกอย่างเป็นเลขรหัส และสมการ แต่หากลองใช้งานไม่นานก็จะสามารถ “อ่าน” ออกได้ว่าแต่ละส่วนบนธุรกรรมหมายถึงอะไร
ในทางปฏิบัติเมื่อมีการสืบสวน ถ้ามีการใช้คริปโตเป็นเครื่องมือย้ายเงิน ก็จะสืบไปถึง “คน” จนรู้ได้ว่าใช้ธุรกรรมจากแอดเดรสบนบล็อกเชนใด และตาม “ขึ้นบัญชีดำ” เส้นทางการเงินของแอดเดรสหรือวอลเลตนั้น ๆ ได้ตลอดเส้นทาง
ติดธงบัญชีดำ
ตั้งแต่เหตุการณ์ Silk Road คริปโตทุกสกุลถูกจับตามองจากหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม FBI หรือแม้แต่ ก.ล.ต. และจะมีการ “ขึ้นบัญชีดำ” แอดเดรสต้องสงสัยบนบล็อกเชนเพื่อจับตาดูอย่างใกล้ชิด หากพบมูลเหตุจะสั่งอายัดผ่านช่องทางต่าง ๆ
ความก้าวหน้าของการติดบัญชีดำ คือ การยอมให้อุตสาหกรรมคริปโตมาอยู่ภายใต้กำกับดูแล ในช่วงขาขึ้นรอบที่แล้ว (2020-2022) ถึงปัจจุบันนี้ หน่วยงานทางกฎหมาย และบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับการอนุญาตภายใต้รัฐบาลนั้น ๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หากหน่วยงานรัฐมีข้อสงสัยก็จะแจ้งไปที่บริษัทคริปโต แพลตฟอร์มเทรด และชุมชนบนบล็อกเชนต่าง ๆ ก็จะช่วยกันติดแท็ก หรือ “ธง” เป็นสัญลักษณ์ว่าบัญชีเหล่านี้กำลังถูก “จับตา”
หากตรวจสอบพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรืออาชญากรรมก็โดนอายัด เช่น กรณี USDT เพิ่งอายัดเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องการฟอกเงินบนแพลตฟอร์ม Tornado Cash หลายล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายชื่อแอดเดรสต่าง ๆ จะอยู่ในบัญชีดำกระทรวงการคลังสหรัฐ หรือในกรณีกระดานเทรดหลายรายมักมีที่เก็บคริปโตบนบล็อกเชน ก็จะมีการติดธงบัญชีดำที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ซึ่งหน่วยงานรัฐแจ้งไว้ เช่น Coinbase, Trust Wallet และอื่น ๆ
คนในโลกคริปโตไม่สนุกนักที่แอดเดรสของตนถูก “จับตา” จากคนทั้งโลก แม้แต่สายแข็งอย่าง Binance ที่ผู้ก่อตั้ง (CZ) โดนคดีมีเอี่ยวกับการฟอกเงิน โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อมีการตั้ง CEO ใหม่อย่าง “ริชาร์ด เติ้ง” ก็กลับเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมเดินหน้าพูดคุยกับหน่วยงานป้องปรามการฟอกเงินทั่วโลก และมีการอายัดเส้นทางคริปโตที่เข้าข่ายฟอกเงินอยู่เนือง ๆ
ล่าสุดกรณีเงินปริศนา 8 พันล้าน โอนเป็น USDT ไปที่ Binance Hot Wallet นั้น ฝ่ายสืบสวนของไบแนนซ์ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานโดยตรงกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยเป็นที่เรียบร้อย ทั้งได้รับการชี้แจงว่าคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสืบสวน ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า กลไกสกัดการฟอกเงินที่คนในโลกคริปโตกำลังพัฒนาร่วมกับภาครัฐ คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล และติดธงเพื่อระบุ “บัญชีดำ” บนเส้นทางและบล็อกเชนนั้น ๆ
การจะสืบทราบและขออายัดเงินข้ามพรมแดนเป็นเรื่องยากก็จริง แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งการจะสืบทราบและร้องขอบริษัทคริปโต และหน่วยงานรัฐบาลอื่นได้ ก็ต้องเอาตนเองเข้าไปอยู่ในโลกของการกำกับดูแลร่วมกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือเหล่านี้ เป็นทิศทางของการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก