ทำความรู้จัก Toxic Workplace หรือสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นพิษ ปัญหาใหญ่ที่คนทำงานต้องเผชิญ พร้อมเปิดสถิติสาเหตุความเครียดจากการทำงาน รวมถึงข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่า วัยทำงานโทร.สายด่วนขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงานมากถึง 5,989 สาย
จากเหตุการณ์ความสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลพระรามเก้า นับเป็นแรงกระเพื่อมหนึ่งของสังคมไทย ให้การหันกลับมาสนใจสภาพแวดล้อมการทำงานที่อาจเป็นสาเหตุหลักทำให้เราเกิดปัญหาสุขภาพจิต อย่างอาการเครียด กดดัน วิตกกังวล นำไปสู่การเผชิญหน้ากับสภาวะซึมเศร้าในที่สุด
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (สวร.) เปิดเผยสถานการณ์การสุขภาพจิตของพนักงานในประเทศไทย พบว่า 40% มีความเครียดสูง สาเหตุมาจากการทำงานและปัญหาเศรษฐกิจ สอดคล้องกับรายงานผลการประเมินสุขภาพจิต 850,000 คน โดยกรมสุขภาพจิตพบว่าผู้เข้ารับการประเมินเสี่ยงป่วยซึมเศร้า 17.2% เครียดสูง 15.4% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 10.6%
ถึงแม้ว่าพนักงานจะใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานเพียง 8-9 ชั่วโมง/วัน แต่เนื่องด้วยความกดดันจากการทำงานที่ต้องใช้พลังงานทางความคิด การจดจ่ออยู่กับงานที่มีความเครียดเป็นทุนเดิม หากจะต้องมาเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานจากเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา
‘ประชาชาติธุรกิจ’ พาไปรู้จักสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นพิษ หรือ Toxic Workplace กับสถิติของพนักงานไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้
Toxic Workplace ไม่ใช่แค่สถานที่
Toxic Workplace หรือสังคมการทำงานเป็นพิษ บรรยากาศไม่ดี ผู้คนไม่น่ารัก ส่งผลต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลง สาเหตุส่วนใหญ่มักจะมาจากกลุ่มคนที่เรียกกันว่า Toxic People ที่ใช้เรียกพนักงานในองค์กรเดียวกันที่สร้างบรรยากาศไม่ดีในที่ทำงานด้วยใช้คำพูดในเชิงลบอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพูดคุยที่สร้างสรรค์ หรือร่วมกันแก้ปัญหาในสิ่งที่ผิดพลาดไป
พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ส่งผลให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกกดดัน เครียด และวิตกกังวล นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง เนื่องจากการทำงานร่วมกันเป็นเรื่องไม่ดีต่อความรู้สึก และเกิดความเบื่อหน่ายในการทำงานท้ายที่สุด เนื่องจากการทำงานในองค์กรจะต้องมีการสื่อสารและติดต่อระหว่างพนักงานด้วยกันตลอดเวลา การรับมือกับคนที่ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิตจึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญนอกเหนือจากการใช้ความคิดไปกับการทำงาน
สำหรับการสำรวจว่าที่ทำงานของตนว่าเข้าข่าย Toxic Workplace หรือไม่ ? สังเกตได้จาก 5 สัญญาณบ่งบอกสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นพิษ ดังนี้
- การทำงานที่ไร้ขอบเขต
วัฒนธรรมการทำงานที่ไม่ดีจะสังเกตได้จาก พนักงานจะได้รับการยกย่อง หากทำงานเกินขอบเขตเวลาหรือเนื้อหาที่ตกลงกันไว้ ในขณะเดียวกัน องค์กรก็มักจะต้องการให้พนักงานจัดลำดับความสำคัญของงานมาเป็นอันดับแรกในชีวิต และคาดหวังให้พนักงานตอบข้อความหรืออีเมล์เกี่ยวกับงานได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม
2. ขาดความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมงาน
การขาดการไว้วางใจในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ด้วยการไม่ยอมพูดปัญหา หรือความผิดพลาดทั้งอาจจะเกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว อาจทำให้ภาพรวมการทำงานออกมาแย่ลง การจัดการกับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จึงจำเป็นจะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนและครอบคลุม
3. ไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด
ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น องค์กรจึงควรมีพื้นที่และโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้เมื่อทำผิดพลาด และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งสำหรับสภาพแวดล้อมองค์กรที่ไม่ดีจะสังเกตได้จากการต่อว่า หรือการลงโทษอย่างรุนแรงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และมีวัฒนธรรมองค์กรที่มักจะโทษคนทำผิด ซึ่งนี่อาจเป็นการนำไปสู่ผลลัพธ์การทำงานที่แย่ลง
4. มักประสบความเครียดเป็นประจำ
การเผชิญกับความเครียดจนเกิดเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรา ซึ่งสังเกตได้จากการที่ร่างกายและสมองตื่นตัวอยู่เสมอ แม้ไม่ได้อยู่ในเวลางาน ซึ่งหากสมองของเราอยู่ในสภาวะการตื่นตัวนานมากเกินไป จะทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า เป็นผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหาทางเดินอาหาร ปัญหาด้านการนอนหลับ ความเหนื่อยล้า ปวดเมื่อย และอาการตื่นตระหนก
5. พนักงานหมดไฟและอัตราการลาออกสูง
ในที่ทำงานที่มีสภาพแวดล้อมไม่ดี พนักงานก็จะไม่มีความสุขกับการทำงาน ไม่กระตือรือร้นในหน้าที่ ทำงานแบบเดิมไปเรื่อย ๆ และขาดการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ รวมถึงมีเพื่อนรอบข้างที่ทยอยลาออกกันไปหลายคน สิ่งเหล่านี้เป็นผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดน้อยลง ไม่มีโอกาสในการเติบโต ทั้งของพนักงานและขององค์กรเอง และมีอัตราการออกจากงานสูงขึ้นอีกด้วย
วัยทำงานเผชิญปัญหารอบด้าน
แม้ว่าปัญหาในชีวิตจะเกิดได้กับคนในทุกช่วงวัย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัยทำงานเป็นช่วงวัยหนึ่งที่จะประสบกับปัญหาสุขภาพจิตจากหลายปัจจัยรอบด้าน ทั้งความเครียดจากการทำงาน ติดสุรา การใช้สารเสพติด และปัญหาจากการดำรงชีพ อาทิ หนี้สิน ครัวเรือน การว่างงาน การขาดรายได้ ซึ่งทำให้วัยแรงงานเผชิญสภาวะกดดันหลายด้าน
ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี 2566 พบว่าคนวัยทำงานใช้เวลา 1 ใน 3 ของแต่ละวันไปกับการทำงาน ซึ่งจากการจัดอันดับของบริษัท Kisi ในปี 2565 พบว่า กรุงเทพฯ จัดอยู่ในอันดับ 5 จาก 100 เมืองทั่วโลก ที่มีผู้คนทำงานหนักเกินไป (Most Over Worked Cities) และมีพนักงานประจำ 15.1% ที่ทำงานล่วงเวลามากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การทำงานหนักนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาความเครียด ซึมเศร้า และหมดไฟในการทำงานง่ายกว่าปกติ
ข้อมูลจากสายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต ปี 2566 พบว่า วัยทำงานขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงานมากถึง 5,989 สาย จากทั้งหมด 8,009 สาย
และผลสำรวจ Mental Healtj Check-in ของกรมสุขภาพจิต ในปี 2563-2567 พบว่า คนไทยมีความเครียดสูง 7.87% มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า 9.25% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 5.26%
ประกอบกับรายงานการจ้างงาน ผลตอบแทนและสวัสดิการปี 2567 เรื่องสุขภาพจิตในสถานที่ทำงาน โดยรวมรวบข้อมูลจาก 685 บริษัท พบว่าสถานประกอบการ 69% ให้คะแนนองค์กรของตนเป็นสถานที่ทำงานที่มีความเครียดระดับปานกลาง โดยระดับเฉลี่ยความเครียดอยู่ 4.9 โดยที่สถานที่ทำงานที่มีความเครียดระดับสูงสุดคิดเป็น 26% และ 14% ในระดับความเครียดสูงนั้นเป็นของบริษัทประกอบธุรกิจด้านการให้บริการ
ส่วนสาเหตุของความเครียดนั้นแบ่งออกเป็น ภาระงานหนัก 43% ตามมาด้วยทรัพยากรไม่เพียงพอ 26% และความกดดันจากฝ่ายบริหาร หรือการต่อสู้กับความรวดเร็ว 24% ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา อาทิ การลาออก อคติ หรือการเลือกปฏิบัติ การขาดการชื่นชมและยอมรับในผลงาน ค่าตอบแทน และลำดับชนชั้นในที่ทำงาน
จากข้อมูลหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าคนวัยทำงานยังคงต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเป็นพิษ และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากการเผชิญกับกลุ่มคนเหล่านี้ ซึงมีโอกาสทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้น นำมาสู่ความสูญเสียในที่สุด
อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กรมสุขภาพจิต, TheMuse, Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ, jobdsb และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ