เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
Real Estate แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
Finance ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
World ‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
Business ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
Biz Movement ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
Interview เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
Biz Movement แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
ดูทั้งหมด

5 อุตสาหกรรมที่มีเดิมพันสูงสุดกับการเลือกตั้งสหรัฐ

03 พ.ย. 2567 | 09:35น.
เลือกตั้งสหรัฐ แฮร์ริส ทรัมป์

อีกอึดใจเดียวก็จะได้รู้กันแล้วว่า ใครคือประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ จะเป็นอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากพรรครีพับลิกัน หรือ คามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต

ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าในประเทศต่าง ๆ ที่ส่งสินค้าไปขายตลาดสหรัฐกำลังลุ้นตัวโก่ง ภาคธุรกิจภายในสหรัฐเองก็กำลังลุ้นยิ่งกว่า เพราะนโยบายของแคนดิเดตประธานาธิบดีคนต่อไปจะส่งผลกระทบแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) สื่อตะวันตกหลายสำนัก และเหล่านักวิเคราะห์ได้วิเคราะห์ตรงกันถึง 5 อุตสาหกรรมที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมากที่สุด ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” สรุปเนื้อหาจากบลูมเบิร์กมานำเสนอ ดังนี้

ธนาคาร (ใหญ่)

อุตสาหกรรมแรก คือ อุตสาหกรรมธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารขนาดใหญ่ที่สุด 8 ธนาคารในสหรัฐกำลังเผชิญกับการออกข้อกำหนดใหม่ให้ธนาคารเพิ่มการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นตามหลักเกณฑ์บาเซิล (Basel) เพื่อให้ธนาคารสามารถป้องกันความเสี่ยงจากภาวะช็อกทางการเงินได้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา บรรดาธนาคารแย้งว่ากฎใหม่นี้จะทำให้ธนาคารต้องลดการให้กู้ยืมแก่ลูกค้าทั้งรายย่อยและภาคธุรกิจลง

มีการวิเคราะห์กันว่า ถ้าแฮร์ริสชนะเลือกตั้ง หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเดินหน้ากฎเกณฑ์นี้ต่อไป และบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ (Bloomberg Intelligence) หน่วยธุรกิจวิจัยของเครือบลูมเบิร์ก มองว่า ภายใต้รัฐบาลเดโมแครตเป็นรัฐบาล มีโอกาส 60% ที่การออกกฎใหม่นี้จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025

ดังนั้น การมาของแฮร์ริสจากเดโมแครตจะอาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับธุรกิจธนาคาร 

เฮลท์แคร์

อุตสาหกรรมที่สองที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีเดิมพันสูง คือ “เฮลท์แคร์” รวมถึงธุรกิจประกันสุขภาพ

แฮร์ริสและพรรคเดโมแครตจะสนับสนุนการขยายระยะเวลาและวงเงินการให้เงินอุดหนุนระบบดูแลสุขภาพภายใต้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ ที่เรียกว่า “โอบามาแคร์” (ObamaCare) ดังนั้น ถ้าแฮร์ริสเป็นประธานาธิบดีจะเป็นบวกสำหรับธุรกิจเฮลท์แคร์และประกันสุขภาพ

ถ้าทรัมป์ชนะจะเป็นผลเสียต่อธุรกิจเฮลท์แคร์และธุรกิจประกันสุขภาพ เพราะทรัมป์ประกาศไว้ว่าจะยกเลิกกฎหมายโอบามาแคร์ และจะใช้ระบบที่รัฐจ่ายน้อยกว่าแทน จึงไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจเฮลท์แคร์รวมถึงประกัน

แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลพรรครีพับลิกันอาจช่วยลดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมยา จากการที่ระบบ “เมดิแคร์” (Medicare – หนึ่งในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ) ต่อรองให้บริษัทยาต้องลดราคายาที่แพทย์สั่ง ดังนั้น ธุรกิจที่จะได้เฮถ้าทรัมป์มา คือ ธุรกิจยารักษาโรค

รถยนต์

อุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นอีกอุตสาหกรรมที่กำลังลุ้นอย่างหนัก หากแฮร์ริสเป็นประธานาธิบดี รถยนต์ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ เนื่องจากคาดว่าการให้เครดิตภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงดำเนินต่อไป

แต่ถ้าเป็นทรัมป์ มีความเป็นไปได้สูงมากที่เครดิตภาษีนี้จะถูกยกเลิก เพราะเขาเคยสัญญาไว้ว่าจะยุตินโยบายของ โจ ไบเดน ที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามต่อ เพราะทรัมป์ได้ลดวาทกรรมเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าลงไปบ้างแล้ว นับตั้งแต่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า “เทสลา” (Tesla)

ค้าปลีก

อุตสาหกรรมค้าปลีก จะได้รับผลกระทบทางลบหากทรัมป์ชนะ เพราะนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของเขาที่จะเก็บภาษีสินค้าจากจีนอย่างน้อย 60% และจากประเทศอื่น ๆ 10% ถึง 20% จะทำร้ายผู้ค้าปลีก ทั้งในแง่ยอดขายและอัตรากำไรที่จะลดลง

เพราะสินค้าที่ขายสหรัฐนั้นนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก อย่างเสื้อผ้าที่ขายอยู่ในสหรัฐนำเข้าจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนถึง 97% ของทั้งหมด ขณะที่รองเท้านำเข้าถึง 98% ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นำเข้า 90% โดยมีจีนเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญอันดับต้น ๆ

พลังงาน

อุตสาหกรรมที่ห้า คือ อุตสาหกรรมพลังงาน ผู้ผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน หรือพลังงานฟอสซิลแบบเดิม ๆ จะได้รับผลประโยชน์จากชัยชนะของทรัมป์ เนื่องจากทรัมป์ประกาศสนับสนุนแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม และจะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นอีก ถ้าพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากได้ในทั้งสองสภา

ส่วนฝั่งผู้ผลิตพลังงานสะอาดจะได้รับประโยชน์จากชัยชนะของแฮร์ริสและพรรคเดโมแครต และได้รับผลกระทบทางลบจากชัยชนะทรัมป์ ผู้ไม่แคร์โลก

เมื่อแนวทางของผู้สมัครชิงตำแหน่งไปคนละทางกันอย่างชัดเจน ธุรกิจในสหรัฐย่อมต้องมีคนที่ได้และคนที่เสียในเกมนี้แน่นอน