Prachachat BITE SIZE JAS ถ่ายทอดสด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ
Prachachat BITE SIZE โดย พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องใหญ่ที่ฮือฮาในวงธุรกิจ คงหนีไม่พ้น ดีลถ่ายทอดสดรายการฟุตบอลใหญ่ อย่างพรีเมียร์ลีก ที่คราวนี้เปลี่ยนมืออีกครั้ง มาอยู่ที่ จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจสื่อสาร โดยถือครองนานสูงสุดถึง 6 ฤดูกาล ด้วยมูลค่าลิขสิทธิ์กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท
เป็นที่จับตาต่อไปว่า การเปลี่ยนมือเจ้าของสิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก จากเจ้าเดิม “ทรูวิชั่นส์” มาอยู่ที่ “JAS” จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน และการบริหารสิทธิ์จะซ้ำรอย CTH ที่ขาดทุนมหาศาลหรือไม่
Prachachat BITE SIZE ชวนเจาะรายละเอียดดีลใหญ่นี้พร้อมกัน
เปิดมูลค่า ดีลพรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ
สำหรับดีลการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก ที่ JAS ได้ไปในครั้งนี้ คว้าไปด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท
ครอบคลุมทั้งการถ่ายทอดสด และการทำคลิปสั้น เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งทีวี และออนไลน์ ในพื้นที่ 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา แถมได้พ่วงการถ่ายทอดสดฟุตบอล เอฟเอคัพ ไปด้วย
ส่วนระยะสัญญาการถือสิทธิถ่ายทอดสด จะมีทั้งแบบ 3 ซีซั่น และ 6 ซีซั่น ขึ้นกับทาง FAPL (The Football Association Premier League Limited) จะแจ้งกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 1 ธันวาคมนี้ โดยระยะเวลา 3 ซีซั่น หรือ 6 ซีซั่น ในการถือลิขสิทธิ์ มีผลต่อมูลค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่าย
หากได้สิทธิ 3 ซีซั่น ค่าถ่ายทอดสดจะเหลือเพียง 7.9 พันล้านบาท แต่หากได้สิทธิ 6 ซีซั่นเต็ม จ่ายค่าถ่ายทอดสดรวม 1.87 หมื่นล้านบาท
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีทั้งค่าตอบแทนการได้ใช้สิทธิซึ่งต้องชำระล่วงหน้า กว่า 1.3 พันล้านบาท จ่ายเท่ากันไม่ว่าจะได้สัญญา 3 หรือ 6 ซีซั่น และค่าตอบแทนการได้ใช้คลิปภาพและเสียงดิจิทัล สำหรับพรีเมียร์ลีก 159 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ฤดูกาล แต่จะมีการเจรจาหลังจากทำสัญญาถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกเสร็จสิ้นแล้ว
สำหรับแหล่งเงินที่ใช้ในการซื้อลิขสิทธิ์ฯ จะมี 2 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือกระแสเงินสดของบริษัทฯ โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับจำนวน 4,678.47 ล้านบาท
- ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจากับสถาบันการเงินที่่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ระยะเวลาของการทำสัญญา ในเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า JAS ได้เข้าลงนามใน Standstill Agreement กับ FAPL เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีเวลา 45 วัน นับแต่วันที่ที่ FAPL นำส่งร่างสัญญาถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแรกให้แก่บริษัทฯ หริอภายในวันที่ 15 มกราคม 2568 เพื่อลงนามสัญญาถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
ถ้าพ้นกำหนดแล้วไม่มีการเซ็นสัญญา จะเกิดอะไรขึ้น ทาง FAPL จะริบค่าตอบแทนการได้ใช้สิทธิ กว่า 1.3 พันล้านบาท ที่ชำระไปล่วงหน้า
รูปแบบการประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก
หลาย ๆ คนที่เป็นคอกีฬา อาจจะสงสัยว่า การไปดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก มีวิธีการอย่างไร หลัก ๆ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 Domestic Rights สำหรับออกอากาศในสหราชอาณาจักร ทั้งอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และแพ็กเกจลิขสิทธิ์ จะมีการแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งถ่ายทอดสด หรือการนำเสนอไฮไลต์ฟุตบอล โดยราคาล่าสุด สำหรับ 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ 2025/26 – 2028/29 อยู่ที่ 6.7 พันล้านยูโร หรือกว่า 2.4 แสนล้านบาท
ส่วนที่ 2 Overseas Rights สำหรับการออกอากาศในต่างประเทศ ซึ่งสัญญาจะแตกต่างกันไป แต่หลัก ๆ จะมีระยะเวลาถือลิขสิทธิ์ 3 ปี หรือ 6 ปี และไม่มีตัวแทน ดีลกับผู้ให้บริการแต่ละรายโดยตรง
สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อยู่กับทรูวิชั่นส์มายาวนานมาก ตั้งแต่ยุคที่ยังชื่อ UBC อยู่เลย ก่อนที่ฤดูกาล 2013/14 จะหลุดมือเป็นครั้งแรก ไปอยู่ที่ CTH ถึง 3 ฤดูกาล ด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 9,000 ล้านบาท และทำให้ทรูวิชั่นส์ ต้องปรับแผนให้ธุรกิจอยู่รอดได้ แม้ไม่มีพรีเมียร์ลีก
จากนั้นฤดูกาล 2016/17-2018/19 ก็ย้ายสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปอยู่กับ beIN SPORTS แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายไป
ก่อนที่ฤดูกาล 2019/20 ทรูวิชั่นส์กลับมาถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดอีกครั้ง ด้วยมูลค่าคาดว่าราว 10,000 ล้านบาท สำหรับ 3 ฤดูกาล
ส่วนการประมูลรอบล่าสุด ก็หลุดมือไปจากทรูวิชันส์อีกครั้ง ไปอยู่กับ JAS ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26
JAS คาดหวังอะไร ในดีลครั้งนี้ ?
ดีลถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ JAS ได้ไปในครั้งนี้ ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดถึง 1.9 หมื่นล้านบาท คำถามต่อมา JAS คาดหวังอะไรในดีลนี้
กลุ่ม JAS แจ้งในเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ช่วยให้ขยายส่วนแบ่งตลาดอินเตอร์เน็ตทีวีและการจัดหาคอนเทนต์ สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่จะผลักดันให้ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตทีวีและธุรกิจการจัดหาคอนเทนต์เป็น Flagship ของกลุ่มบริษัทฯ
ขณะที่เป้าหมายในการถ่ายทอดสด JAS ตั้งเป้าถ่ายทอดคอนเทนต์ให้เข้าถึงมากกว่า 25 ล้านครัวเรือนใน 3 ประเทศ ตั้งเป้าสมาชิก 3 ล้านบัญชีในปีแรก จาก 96 ล้านคน
สำหรับความพร้อมเรื่องต่าง ๆ ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ผู้บริหารของ JAS ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ยืนยันว่า ราคาแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก ตั้งเป้าค่ารายเดือนไม่เกิน 400 บาทต่อเดือน และราคาเดียวทุกช่องทาง ไม่ว่าชมผ่านทางไหน
ส่วนช่องทางการรับชม จะมีช่องทางหลักของ MONO ทั้งแอป MONOMAX และช่องทีวีดิจิทัล MONO29 และจะมีการเจรจาร่วมกับพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ทั้งทีวี เครือข่ายมือถือ เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงผู้ชมได้มากที่สุด
นอกจากนี้ยังอัดเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่ความคมชัดการรับชม ตั้งแต่ Full HD จนถึง 4K ในบางนัด จนถึงสามารถรับชมได้พร้อมกัน 4 หน้าจอ 4 คู่ที่ลงสนามเตะได้อย่างไหลลื่น
ขณะที่ทรูวิชั่นส์ ผู้ถือลิขสิทธิ์รายเดิม ยืนยันว่ารับชมพรีเมียร์ลีกต่อได้จนจบฤดูกาล 2024/25 ช่วงพฤษภาคม 2568 และยืนยันว่าผลจากการประมูลครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น หรือความพึงพอใจของลูกค้าสมาชิก
จากนี้ต้องจับตาดีลถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกที่คราวนี้ JAS ได้ไป ว่าจะแฟนบอลจะพึงพอใจแค่ไหน และดีลครั้งนี้จะซ้ำรอย CTH ที่เจ๊งไม่เป็นท่าหรือไม่
ติดตาม Prachachat BITE SIZE EP.81 ได้ที่ https://youtu.be/uM8oSZm46cE
เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ทุกสถานการณ์ข่าว กับ “Prachachat BITE SIZE” ทุกวันเสาร์ 11.00 น. ทุกช่องทางออนไลน์ของประชาชาติธุรกิจ







