เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

BITE SIZE : เจาะดีล JAS คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ

16 พ.ย. 2567 | 11:00น.
Prachachat BITE SIZE JAS ถ่ายทอดสด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ

Prachachat BITE SIZE JAS ถ่ายทอดสด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ

Prachachat BITE SIZE
โดย พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องใหญ่ที่ฮือฮาในวงธุรกิจ คงหนีไม่พ้น ดีลถ่ายทอดสดรายการฟุตบอลใหญ่ อย่างพรีเมียร์ลีก ที่คราวนี้เปลี่ยนมืออีกครั้ง มาอยู่ที่ จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจสื่อสาร โดยถือครองนานสูงสุดถึง 6 ฤดูกาล ด้วยมูลค่าลิขสิทธิ์กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

เป็นที่จับตาต่อไปว่า การเปลี่ยนมือเจ้าของสิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก จากเจ้าเดิม “ทรูวิชั่นส์” มาอยู่ที่ “JAS” จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน และการบริหารสิทธิ์จะซ้ำรอย CTH ที่ขาดทุนมหาศาลหรือไม่

Prachachat BITE SIZE ชวนเจาะรายละเอียดดีลใหญ่นี้พร้อมกัน

เปิดมูลค่า ดีลพรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ

สำหรับดีลการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก ที่ JAS ได้ไปในครั้งนี้ คว้าไปด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท
ครอบคลุมทั้งการถ่ายทอดสด และการทำคลิปสั้น เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งทีวี และออนไลน์ ในพื้นที่ 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา แถมได้พ่วงการถ่ายทอดสดฟุตบอล เอฟเอคัพ ไปด้วย

ส่วนระยะสัญญาการถือสิทธิถ่ายทอดสด จะมีทั้งแบบ 3 ซีซั่น และ 6 ซีซั่น ขึ้นกับทาง FAPL (The Football Association Premier League Limited) จะแจ้งกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 1 ธันวาคมนี้ โดยระยะเวลา 3 ซีซั่น หรือ 6 ซีซั่น ในการถือลิขสิทธิ์ มีผลต่อมูลค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่าย

หากได้สิทธิ 3 ซีซั่น ค่าถ่ายทอดสดจะเหลือเพียง 7.9 พันล้านบาท แต่หากได้สิทธิ 6 ซีซั่นเต็ม จ่ายค่าถ่ายทอดสดรวม 1.87 หมื่นล้านบาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีทั้งค่าตอบแทนการได้ใช้สิทธิซึ่งต้องชำระล่วงหน้า กว่า 1.3 พันล้านบาท จ่ายเท่ากันไม่ว่าจะได้สัญญา 3 หรือ 6 ซีซั่น และค่าตอบแทนการได้ใช้คลิปภาพและเสียงดิจิทัล สำหรับพรีเมียร์ลีก 159 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ฤดูกาล แต่จะมีการเจรจาหลังจากทำสัญญาถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกเสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับแหล่งเงินที่ใช้ในการซื้อลิขสิทธิ์ฯ จะมี 2 ส่วน

  • ส่วนที่ 1 คือกระแสเงินสดของบริษัทฯ โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับจำนวน 4,678.47 ล้านบาท
  • ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจากับสถาบันการเงินที่่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ระยะเวลาของการทำสัญญา ในเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า JAS ได้เข้าลงนามใน Standstill Agreement กับ FAPL เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีเวลา 45 วัน นับแต่วันที่ที่ FAPL นำส่งร่างสัญญาถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแรกให้แก่บริษัทฯ หริอภายในวันที่ 15 มกราคม 2568 เพื่อลงนามสัญญาถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

ถ้าพ้นกำหนดแล้วไม่มีการเซ็นสัญญา จะเกิดอะไรขึ้น ทาง FAPL จะริบค่าตอบแทนการได้ใช้สิทธิ กว่า 1.3 พันล้านบาท ที่ชำระไปล่วงหน้า

รูปแบบการประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก

หลาย ๆ คนที่เป็นคอกีฬา อาจจะสงสัยว่า การไปดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก มีวิธีการอย่างไร หลัก ๆ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 Domestic Rights สำหรับออกอากาศในสหราชอาณาจักร ทั้งอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และแพ็กเกจลิขสิทธิ์ จะมีการแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งถ่ายทอดสด หรือการนำเสนอไฮไลต์ฟุตบอล โดยราคาล่าสุด สำหรับ 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ 2025/26 – 2028/29 อยู่ที่ 6.7 พันล้านยูโร หรือกว่า 2.4 แสนล้านบาท

ส่วนที่ 2 Overseas Rights สำหรับการออกอากาศในต่างประเทศ ซึ่งสัญญาจะแตกต่างกันไป แต่หลัก ๆ จะมีระยะเวลาถือลิขสิทธิ์ 3 ปี หรือ 6 ปี และไม่มีตัวแทน ดีลกับผู้ให้บริการแต่ละรายโดยตรง

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อยู่กับทรูวิชั่นส์มายาวนานมาก ตั้งแต่ยุคที่ยังชื่อ UBC อยู่เลย ก่อนที่ฤดูกาล 2013/14 จะหลุดมือเป็นครั้งแรก ไปอยู่ที่ CTH ถึง 3 ฤดูกาล ด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 9,000 ล้านบาท และทำให้ทรูวิชั่นส์ ต้องปรับแผนให้ธุรกิจอยู่รอดได้ แม้ไม่มีพรีเมียร์ลีก

จากนั้นฤดูกาล 2016/17-2018/19 ก็ย้ายสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปอยู่กับ beIN SPORTS แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายไป

ก่อนที่ฤดูกาล 2019/20 ทรูวิชั่นส์กลับมาถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดอีกครั้ง ด้วยมูลค่าคาดว่าราว 10,000 ล้านบาท สำหรับ 3 ฤดูกาล

ส่วนการประมูลรอบล่าสุด ก็หลุดมือไปจากทรูวิชันส์อีกครั้ง ไปอยู่กับ JAS ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26

JAS คาดหวังอะไร ในดีลครั้งนี้ ?

ดีลถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ JAS ได้ไปในครั้งนี้ ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดถึง 1.9 หมื่นล้านบาท คำถามต่อมา JAS คาดหวังอะไรในดีลนี้

กลุ่ม JAS แจ้งในเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ช่วยให้ขยายส่วนแบ่งตลาดอินเตอร์เน็ตทีวีและการจัดหาคอนเทนต์ สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่จะผลักดันให้ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตทีวีและธุรกิจการจัดหาคอนเทนต์เป็น Flagship ของกลุ่มบริษัทฯ

ขณะที่เป้าหมายในการถ่ายทอดสด JAS ตั้งเป้าถ่ายทอดคอนเทนต์ให้เข้าถึงมากกว่า 25 ล้านครัวเรือนใน 3 ประเทศ ตั้งเป้าสมาชิก 3 ล้านบัญชีในปีแรก จาก 96 ล้านคน

สำหรับความพร้อมเรื่องต่าง ๆ ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ผู้บริหารของ JAS ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ยืนยันว่า ราคาแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก ตั้งเป้าค่ารายเดือนไม่เกิน 400 บาทต่อเดือน และราคาเดียวทุกช่องทาง ไม่ว่าชมผ่านทางไหน

ส่วนช่องทางการรับชม จะมีช่องทางหลักของ MONO ทั้งแอป MONOMAX และช่องทีวีดิจิทัล MONO29 และจะมีการเจรจาร่วมกับพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ทั้งทีวี เครือข่ายมือถือ เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงผู้ชมได้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังอัดเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่ความคมชัดการรับชม ตั้งแต่ Full HD จนถึง 4K ในบางนัด จนถึงสามารถรับชมได้พร้อมกัน 4 หน้าจอ 4 คู่ที่ลงสนามเตะได้อย่างไหลลื่น

ขณะที่ทรูวิชั่นส์ ผู้ถือลิขสิทธิ์รายเดิม ยืนยันว่ารับชมพรีเมียร์ลีกต่อได้จนจบฤดูกาล 2024/25 ช่วงพฤษภาคม 2568 และยืนยันว่าผลจากการประมูลครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น หรือความพึงพอใจของลูกค้าสมาชิก

จากนี้ต้องจับตาดีลถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกที่คราวนี้ JAS ได้ไป ว่าจะแฟนบอลจะพึงพอใจแค่ไหน และดีลครั้งนี้จะซ้ำรอย CTH ที่เจ๊งไม่เป็นท่าหรือไม่

ติดตาม Prachachat BITE SIZE EP.81 ได้ที่ https://youtu.be/uM8oSZm46cE

เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ทุกสถานการณ์ข่าว กับ “Prachachat BITE SIZE” ทุกวันเสาร์ 11.00 น. ทุกช่องทางออนไลน์ของประชาชาติธุรกิจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

JAS พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ