‘ฐากร ตัณฑสิทธิ์’ พรรคไทยสร้างไทย เร่งรัฐชงแผนสู้กำแพงภาษี ‘ทรัมป์’
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ให้ความเห็นถึงแนวนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผลกระทบกับไทยว่า เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตัวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า ต้องจับตาดูนายทรัมป์วางนโยบายกีดกันทางการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีน 60% และประเทศอื่น ๆ ที่สหรัฐเสียเปรียบทางการค้า 10% อย่างที่ประกาศไว้ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐหรือไม่ เพราะหากนายทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน
นายฐากรกล่าวว่า ถ้าดูสถิติทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์พบว่าสหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยรองจากจีน แต่ถ้านับเฉพาะส่งออกไทยได้ดุลการค้าสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นเวลา 10 ปีเต็ม ๆ โดยเมื่อปี 2566 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐรวมมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท นำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 19,000 ล้านบาท ได้เปรียบดุลการค้าราว 29,000 ล้านบาท
ล่าสุดปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท นำเข้าจากสหรัฐราว 13,000 ล้านบาท 7 เดือนแรกของปีนี้ได้ดุลการค้าไปแล้วกว่า 22,000 ล้านบาท
นายฐากรกล่าวว่า สินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐใน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบอย่างเช่น แผ่นวงจรพิมพ์หรือพีซีบี (Printed Crcuit Board) ผลิตภัณฑ์ยาง โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้า
นายฐากรกล่าวว่า หากนายทรัมป์ใช้แนวนโยบายการตั้งกำแพงภาษีอย่างที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจริง จะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสินค้าไทยจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้แล้ววัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากจีนเพื่อนำมาผลิตอาจขาดแคลนเพราะสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับจีนสูงมาก
นายฐากรกล่าวว่า สหรัฐกับจีนมีปัญหาทางการค้ามาโดยตลอด เพราะจีนได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐมายาวนาน เมื่อปี 2561 จีนได้ดุลการค้าสหรัฐราว 590,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาถึงปี 2565 จีนได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง 970,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
“สหรัฐพยายามแก้ปัญหาดุลการค้าที่เสียเปรียบจีนอย่างมากโดยใช้วิธีตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า ซึ่งนำไปสู่สงครามการค้า เพราะจีนก็ใช้วิธีตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน มีผลกระทบกับไทยด้วย
อย่างเช่นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลนายโจ ไบเดน ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแผงโซลาร์ยี่ห้อทรินา โซลาร์ ซึ่งเป็นยี่ห้อของจีนแต่ผลิตในไทยสูงถึง 77.85% โดยอ้างป้องกันการทุ่มตลาดและถือเป็นการตอบโต้ของสหรัฐด้วยการขึ้นภาษีแผงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นครั้งที่สอง” นายฐากรกล่าว
นายฐากรกล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปและเชื่อว่าเป็นไปอย่างยืดเยื้อส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนายทรัมป์ใช้นโยบายตั้งแต่กำแพงภาษีนำเข้าจากจีนสูงถึง 60% อย่างที่หาเสียงไว้ อุตสาหกรรมของจีนเกิดภาวะระส่ำปั่นป่วนและส่งผลกระทบถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายฐากรกล่าวว่า การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐจะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจไทยเป็นลูกโซ่ เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ที่เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสารจะมีราคาแพงขึ้น ปัจจุบันพีซีบีมียอดส่งออกเฉลี่ยปีละ 150,000 ล้านบาท และกระทรวงพาณิชย์เร่งส่งเสริมการลงทุนผลิตพีซีบี ถ้าพีซีบีมีต้นทุนแพงกว่าเดิมอาจจะทำให้การลงทุนเกิดปัญหาชะงักงันตามมา
“ผมเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับสงครามการค้ารอบใหม่ก่อนประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไทยว่า การค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกายังเดินหน้าไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ เกิดขึ้น” นายฐากรกล่าว