ฝรั่งเศสเข้าสู่วิกฤต นายกรัฐมนตรี มิเชล บาร์นิเยร์ หลุดจากตำแหน่งหลังพ่ายการลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลล่ม ขณะที่ร่างงบประมาณปี 2025 ยังไม่ผ่านรัฐสภา ประธานาธิบดีมาครงต้องเร่งตั้งนายกฯ คนใหม่ แต่คนไหนมาก็เจอโจทย์ยากภายใต้เงื่อนไขเดิม
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ตามเวลาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ตามเวลาไทย สมาชิกเสียงข้างมากในรัฐสภาฝรั่งเศสลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมิเชล บาร์นิเยร์ (Michel Bernier) ที่ดำรงตำแหน่งมาได้ 3 เดือน ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสล่มแล้ว
มิเชล บาร์นิเยร์ เป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนแรกนับตั้งแต่ปี 1962 ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการพ่ายการลงมติไม่ไว้วางใจ ส่งผลให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสนับยุคใหม่ หรือยุคสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1958
หลังจากนี้ประเทศฝรั่งเศสต้องอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลรักษาการจนกว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) จะสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจำเป็นต้องหาผู้นำที่สามารถผลักดันให้ร่างงบประมาณปี 2025 ผ่านรัฐสภาที่มีความเห็นแตกแยกกันอย่างรุนแรงได้
ทั้งนี้ ร่างงบประมาณที่เสนอโดยรัฐบาลนายกฯบาร์นิเยร์ ซึ่งสภาปัดตกไปพร้อมกับรัฐบาลของเขานั้น ประกอบด้วย การเพิ่มรายได้รัฐจากการจัดเก็บภาษีและการลดการใช้จ่ายของรัฐเพื่อให้คลังมีเงินมากขึ้น 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.158 ล้านล้านบาท) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการขาดดุลให้เหลือ 5% ของจีดีพี ในปี 2025 จากที่อยู่เหนือ 5% มาหลายปี และปี 2024 นี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6.1%
แม้ว่าประธานาธิบดีมาครงมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่เมื่อตอนที่เขาจะตั้งบาร์นิเยร์นั้น เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างยาวนานก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนเพียงเล็กน้อยจากรัฐสภาที่แตกแยกเป็น 3 ฝ่ายใหญ่ ๆ คือฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และแนวร่วมสายกลางของเขา
มีข้อมูลเล็กน้อยมากที่บ่งชี้ว่าภาวะจนมุมที่ประธานาธิบดีมาครงเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้จะจบลงได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็จะต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับนายกฯบาร์นิเยร์ และนายกฯคนใหม่ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมิเชล บาร์นิเยร์
ทั้งนี้ การที่กฎหมายงบประมาณปีงบฯ 2025 ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภานั้น ถือเป็นเรื่องอันตรายที่สุดสำหรับฝรั่งเศสในเวลานี้ เพราะอาจนำไปสู่การชัตดาวน์ หรือการปิดการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐได้
หากรัฐสภาไม่ผ่านร่างงบประมาณภายในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ รัฐบาลรักษาการอาจใช้อำนาจฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญผ่านร่างงบประมาณได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจเกิดความวุ่นวายในสภาอีกครั้ง เพราะฝ่ายค้านคงไม่ยอมง่าย ๆ
ตามการรายงานของสื่อฝรั่งเศส ฟร็องส์แว็งต์-กัทร์ (France 24) มาร์ทา ลอริเมอร์ (Marta Lorimer) อาจารย์ด้านการเมือง มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ กล่าวว่า การล่มสลายของรัฐบาลบาร์นิเยร์ รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับงบประมาณทั้งหมดจะผลักฝรั่งเศสเข้าสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย และสิ่งที่เป็นเดิมพันก็คือ “เสถียรภาพทางการเงินของฝรั่งเศส”
“หากรัฐบาลล่ม ฝรั่งเศสจะเข้าสู่ปีใหม่โดยไม่มีงบประมาณ และไม่มีเสียงข้างมากที่ชัดเจนในการผ่านงบประมาณ แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปีงบฯ 2024 เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์รัฐบาล แต่ก็หมายความว่าจะไม่สามารถนำมาตรการใหม่มาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้จ่าย และยังไม่ชัดเจนว่างบประมาณใหม่จะผ่านได้อย่างไร หรือเมื่อใด”
จิโอวานี คาโปกเชีย (Giovanni Capoccia) ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเปรียบเทียบจากภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด กล่าวว่า แม้แต่การเบิกจ่ายงบประมาณของปีงบฯ 2024 เพื่อใช้ในปี 2025 ก็จำเป็นต้องผ่านการลงมติของรัฐสภา ไม่สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นที่สมควร และแม้จะทำได้ นั่นก็จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนสำหรับฝรั่งเศสด้วย
“ทางออกเดียวคือรัฐบาลต้องผ่านร่างงบประมาณโดยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้ แต่นั่นหมายถึงรัฐบาลจะต้องลาออก พวกเขาอาจจะเลือกทางนี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่านี่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่”
นอกจากนั้น ทางสุดท้ายที่ศาสตราจารย์คาโปกเชียมองคือ ประธานาธิบดีมาครงอาจต้องใช้อำนาจฉุกเฉินตามมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญ ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ได้ “ทุกมาตรการ” ตามความจำเป็นของสถานการณ์ในช่วงวิกฤต แต่คาโปกเชียมองเตือนว่า การเลือกทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก และมีราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งสิ่งที่จะเห็นชัดที่สุดคือ ผลกระทบต่อการลงทุนและต้นทุนการกู้ยืม