การยกระดับธุรกิจต้องดำเนินการควบคู่กับความรับผิดบนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจแบบมีส่วนร่วม ที่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งผลักดันความเท่าเทียมในสังคมทุกมิติ
ศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะนายกสมาคม UNGCNT ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Forward Faster to 2030 for Inclusive Business” โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต สร้างกำไรอย่างยั่งยืน
โดยมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า สมาชิกทั้ง 140 องค์กรภายใต้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand : UNGCNT) ที่มีสัดส่วนรายได้ของสมาชิกมากกว่ากึงหนึ่งของจีดีพีประเทศ จะนำคำมั่นสัญญาไปลงมือทำในห่วงโซ่อุปทาน ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้ง 17 ข้ออย่างเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สร้างจุดแข็งและจุดอ่อน
สมาคมได้ดำเนินการในการผลักดันธุรกิจอย่างยั่งยืนมากว่า 10 ปีแล้ว ภายใต้กรอบโครงการริเริ่มเพื่อเร่งรัดการดำเนินการของภาคเอกชน (Forward Faster Initiative) ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมีรูปธรรม แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องนำมาปรับใช้
ประการแรกคือ การร่วมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยและโลกบรรลุเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030 อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคม ไทยมีความคืบหน้าในการบรรลุ SDGs ระดับดีเยี่ยม เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน 6 ปีติดต่อกัน และเป็นอันดับที่ 45 ของ 166 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนน 74.7
ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ 67.2 แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลเมื่อรายงานจาก UN Global Compact สำนักงานใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาระดับโลกแล้วกลับมีเพียง 17% ที่บรรลุตามแผน ในขณะที่ 48% มีความล่าช้า และอีก 37% ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ไปจนถึงถดถอย
ประการที่สอง กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก หรือ 3D ได้แก่ Digitalization, Deglobalization, Decarbonization ที่ทั้งสามหัวข้อนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
Deglobalization การทวนกลับของกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดจากการแบ่งขั้ว ภาวะสงคราม ความไม่แน่นอนของการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจเพื่อเตรียมรับมือ
Decarbonization การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลด GHG ที่ทั่วโลกยังคงดำเนินการล่าช้า ส่งผลต่อการบรรลุเป้า Net Zero 2050 เหล่านี้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ที่ทำให้เกิดข้อบังคับ CBAM หากไม่ปรับตัว อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกของไทยที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปได้
Digitalization การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล หรือเอไอ กระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บริษัทระดับโลกเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นผลดีให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของอาเซียน
แต่ Data Center ในยุคของเอไอต้องใช้พลังงานจำนวนมาก คิดเป็น 1-3% ของความต้องการพลังงานทั่วโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นข้อกำหนดสำคัญระดับโลกของผู้ให้บริการ Data Center ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
SDGs สร้างความเปลี่ยนแปลง
SDG 5 บรรลุความเสมอภาคทางเพศ ให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมอย่างเปิดกว้างและได้ค่าตอบแทนเท่าเทียม
SDG 13 ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Net Zero อย่างช้าที่สุดภายในปี 2050 รวมไปถึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
SDG 8 กำหนดค่าจ้างที่เหมาะสมกับการดำรงชีพ และผลักดันให้แรงงานทุกคนได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรม
SDG 6 ฟื้นคืนแหล่งน้ำที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างน้อย 100 แห่งทั่วโลก ตัวอย่างเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา
SDG 5 การเงินและการลงทุน ด้วยการกำหนดเป้าหมายและรายงานสัดส่วนการลงทุนด้าน SDGs อย่างต่อเนื่อง
“5 เรื่องข้างต้นเป็นเรื่องที่สามารถนำไปปรับใช้ตามแต่ละความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยทางสมาคมจะนำมาปรับเป็นยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการดำเนินการต่อไป”
ผลักดันให้มีปัจจัยพื้นฐานใหม่ 4 ข้อ
1.เร่งส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพด้วยความเท่าเทียม การสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน บุคลากรยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะดิจิทัล ควบคู่กับความตระหนักรู้และความมีจริยธรรม การเตรียมทรัพยากรมนุษย์สำหรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ต้องอาศัยทั้งระบบการศึกษานอก-ในห้องเรียน ต้องอาศัย Sustainable Intelligence ไม่ใช่เฉพาะ Artificial Intelligence เพียงอย่างเดียว
นอกจากพัฒนาการเรียนการสอนแล้วต้องมีการปรับสถานประกอบการธุรกิจสร้างเป็น Learning Center แบบ Actions-Based Learning ผนวกความรู้ทางวิชาชีพและจิตสำนึกอย่างยั่งยืน เปิดประตูสู่การทดลอง เรียนรู้ มีความเป็น Entrepreneur ก่อเกิดตัวความรู้มหาศาลกว่า 3 หมื่นแห่งในประเทศพร้อมช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืน
2.เร่งส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยี สนับสนุนให้เด็กทุกคนเข้าถึงคอมพิวเตอร์ เปิดประตูแก่นักเรียน ผู้ประกอบการ เกษตรกร สู่ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และร่วมพัฒนาสื่อแบบบันเทิงแบบสร้างสรรค์ ส่งเสริมคุณค่าและส่งเสริมความยั่งยืน
3.เร่งส่งเสริมแหล่งการเงินในแบบใหม่ ๆ เช่น Fintech และ Virtual Bank เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินในกลุ่มคนเปราะบาง ตลอดจน SMEs ฐานรากที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงินของธนาคารพาณิชย์ ลดปัญหาหนี้นอกระบบ และสร้างแรงจูงใจใหม่ ๆ เช่น แปลงป่าไม้เป็นรูปแบบดิจิทัล-คาร์บอนเครดิต ให้ชาวบ้านหันเปลี่ยนอาชีพ สร้างรายได้เป็นการปลูกป่าเพื่อรักษาดูแล
4.เร่งส่งเสริมระบบประกันพื้นฐาน ให้ครอบคลุมทั้งประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ในรูปแบบของประชากร และ Contract Farming เมื่อประชากรเข้าถึงประกันในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะช่วยสร้างให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิต ครอบครัว และการทำงานของทุกคน
ศุภชัยยังได้ยกตัวอย่างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมให้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs มักมีคำถามว่า จะได้ประโยชน์อะไรในการปรับธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสิทธิมนุษยชน ?
ซึ่งได้มีมาตรการของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ ได้แก่ โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รวมไปถึงสร้างโอกาสในการลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อย่างจริงจัง, การพัฒนาโครงสร้างธุรกิจพื้นฐาน, การทำดัชนีการค้าที่ยั่งยืน รวมไปถึง Thailand Trust Mark ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพมาตรฐาน ที่สร้างความน่าเชื่อถือสำหรับสินค้าและบริการของไทย
“ต้องเร่งทำงานเชิงรุก แข่งกับเวลา เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พลิกความเหลื่อมล้ำให้กลายเป็นความเสมอภาค เท่าเทียม เร่งให้ทุกคนสามารถเข้าถึง 4 ปัจจัยพื้นฐานใหม่ เพื่อพลิกธุรกิจของเราทุกคนเป็นธุรกิจแห่งอนาคต และพลิกโลกปัจจุบันให้กลายเป็นโลกที่ยั่งยืน ส่งมอบแก่คนรุ่นหลังของเราต่อ ๆ ไป” ศุภชัยกล่าวปิดท้าย

