เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
ดูทั้งหมด

ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท ในแต่ละมุมมอง

20 ธ.ค. 2567 | 09:54น.
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
https://tamrongsakk.blogspot.com

ตามกติกาของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องถูกกำหนดขึ้นด้วยไตรภาคี คือ มีตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และฝ่ายรัฐ มาร่วมกันคิดสูตร และวิธีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมจากหลาย ๆ ปัจจัยในช่วงนั้น ๆ เช่น ภาวะการครองชีพ, สภาพเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ, ราคาสินค้าที่จำเป็น ฯลฯ

แต่จากอดีตที่ผ่านมา จะพบว่ามีหลายครั้งที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่เป็นไปตามกติกานี้ โดยเฉพาะที่ปีไหนมีการเลือกตั้งก็จะมีการหาเสียงกันแทบทุกพรรคการเมืองในลักษณะที่สัญญาว่า ถ้าเลือกพรรคฉันเข้ามาเป็นรัฐบาล ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้

ซึ่งวิธีแบบนี้ นอกจากไม่เป็นไปตามกลไกตามกติกาแล้ว ยังเป็นการสัญญาด้วยการควักเอาเงินในกระเป๋าของนายจ้างไปจ่ายให้ลูกจ้างอีกต่างหาก

ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะถามว่าพรรคการเมืองนั้น ๆ จะทำตามกติกาได้หรือไม่

คำตอบคือ “ได้” โดยเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ส่งตัวแทนเข้าไปในไตรภาคีแล้ววางแผนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบเป็น Roadmap คือแผนระยะยาวก็ได้

เช่น ในปี 2567 จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ครั้ง ครั้งละ 7 เปอร์เซ็นต์ และจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในเดือนไหน ปี 2568, 2569, 2570 ก็วางแผนการปรับในลักษณะเดียวกัน

แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นการวางแผนในลักษณะ Roadmap แบบนี้

แต่กลับไปใช้วิธี “หักดิบ” คือจะไปสัญญากันตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าถ้าเลือกพรรคฉันเข้ามา ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้ในเปอร์เซ็นต์สูง ๆ

ซึ่งวิธีนี้ถ้ามองในมุมของการตลาดคือจัดโปรโมชั่นแบบจัดหนักโดนใจคนที่เป็นลูกจ้างฐานเสียงกันเลย ดีกว่าจะไปใช้วิธีทำ Roadmap ปรับกันเป็นขยักอย่างที่ผมบอกไปข้างต้น เพราะโปรปรับเป็นขยักแบบนั้นมันไม่เร้าใจ

จะเห็นได้ว่าในปี 2554 ก็มีการหาเสียงว่าถ้าเลือกพรรคฉัน ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 215 บาท เป็น 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 40 เปอร์เซ็นต์

ปี 2562 ก็มีการหาเสียงว่าถ้าเลือกพรรคฉัน ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 310 บาท เป็น 425 บาท (ปรับขึ้นประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์) แต่พอพรรคที่สัญญาเอาไว้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำตามสัญญา เพราะถ้าทำก็คาดว่าจะเกิดผลกระทบตามมาก็เลยเงียบ ๆ ไป

ปี 2566 ก็มีการหาเสียงจากพรรคหนึ่งว่าถ้าเลือกฉันเข้ามาเป็นรัฐบาล ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้จากวันละ 353 บาท เป็นวันละ 450 บาท (ปรับขึ้น 27.5 เปอร์เซ็นต์) แต่พรรคที่สัญญานี้ก็วืดไปไม่ได้เป็นรัฐบาล

ในขณะที่อีกพรรคหนึ่งที่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็สัญญาเอาไว้ตอนหาเสียงว่า ถ้าเลือกพรรคฉัน ฉันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 600 บาทภายในปี 2570 ซึ่งผมทำตารางเอาไว้ให้เห็นข้างล่างนี้ ว่าถ้าทำตามที่หาเสียงไว้จะต้องมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากปี 2567 ถึง 2570 ปีละประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ ตามนี้ครับ

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองพรรคไหน จะบอกว่าตัวเองเป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ล้วนแต่ยังเล่นเกมค่าจ้างขั้นต่ำกันอยู่ในวังวนเดิม ๆ ไม่มีอะไรใหม่

ถ้าจะถามว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำไมรัฐถึงประกาศก่อนประชุมไตรภาคี และทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ?

ก็คงต้องถามกลับไปว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมในมุมมองของใครล่ะครับ ?

ถ้ามองในมุมของรัฐหรือนักการเมืองก็ต้องบอกว่าเหมาะสม เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ เพิ่มขึ้น เพียงแค่ประกาศค่าจ้างขั้นต่ำออกมา นายจ้างรายไหนที่ยังจ่ายต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นกฎหมายนี่ครับ ขืนไม่ทำตามก็มีหวังเจอโทษคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ามองในมุมของลูกจ้าง คงไม่มีลูกจ้างคนไหนไม่ชอบหรอกจริงไหมครับ แถมยังบอกอีกว่าทำไมปรับให้น้อยจัง เพราะเรื่องค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทนนี่ ผมพูดอยู่เสมอว่า “ให้เท่าไหร่ก็ไม่เคยถึงใจคนรับ” จริงไหมครับ ?

แต่ถ้ามองในมุมของนายจ้างล่ะ แน่นอนว่านายจ้างที่ไม่ใช่รายใหญ่ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ไปตามสภาพ เจ็บแต่ไม่รู้จะพูดยังไง คล้าย ๆ กับโดนประกาศิตในหนังเรื่องหนึ่งที่บอกว่า “ข้าจะเสนอในสิ่งที่เจ้าปฏิเสธไม่ได้” ทำนองนั้นแหละครับ

ถ้านายจ้างรายไหนยังแบกรับต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นอยู่ได้ก็ไปต่อ แต่ถ้ารายไหนรับไม่ไหวก็ต้องพอแค่นี้ และก็ยังมีนายจ้างอีกจำนวนหนึ่งที่รู้ว่าเสี่ยงก็ยังต้องขอลอง คือตีมึนแล้วจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กระทรวงแรงงานประกาศครับ

ส่วนในมุมของพ่อค้าแม่ค้าก็แน่นอนว่า ราคาสินค้าถูกขยับขึ้นไปรับค่าจ้างขั้นต่ำแน่นอน

แล้วมุมมองของผมล่ะ ?

ผมมองว่าการที่นักการเมืองคิดเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋าลูกจ้างด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยคิดว่าเมื่อลูกจ้างได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็จะมีเงินไปจ่ายค่าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น เป็นแนวคิดแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยฝีมืออะไรเลย

แถมยังทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาเป็นพรวน ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้าที่เพิ่มตาม, การปรับอัตราเริ่มต้นตามวุฒิต่าง ๆ เพื่อหนีค่าจ้างขั้นต่ำ, นายจ้างต้องแบกรับต้นทุนการปรับค่าจ้างเงินเดือนคนเก่าเพื่อหนีคนใหม่ที่ค่าจ้างเงินเดือนไล่จี้ตามหลังมาเพิ่มขึ้น ฯลฯ

นี่ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวนับล้านคนที่ได้อานิสงส์นี้แล้วส่งเงินกลับประเทศตัวเอง โดยที่เม็ดเงินที่ปรับเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้เข้ามาหมุนเวียนช่วยระบบเศรษฐกิจในบ้านเราอีกต่างหากนะครับ

แต่ถ้ารัฐมีแผนพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้างให้เพิ่มขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างงานให้ลูกจ้างมีงานทำมากขึ้น ส่งเสริมให้ลูกจ้างพัฒนาให้ยืนได้ด้วยตัวเองในอาชีพต่าง ๆ ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น วางแผนการศึกษาของชาติเสียใหม่ให้ตอบโจทย์ที่ธุรกิจต้องการ ฯลฯ

อย่างนี้แหละครับที่เป็นเรื่องพิสูจน์กึ๋นและฝีมือของนักการเมืองบ้านเราว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน