อีไอซี ชี้ เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” ชัดเจน หั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.4%
EIC
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ อีไอซี ปรับลดจีดีพีปี’68 เหลือโต 2.4% จากเดิม 2.6% ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “ภาวะขาลง-ชะลอตัว” ชัดเจน มองครึ่งหลังของปี’68 มีความเสี่ยงสูงจากนโยบายทรัมป์ 2.0-เศรษฐกิจโลกชะลอกระทบภาคท่องเที่ยว หนุน กนง.หั่นดอกเบี้ย 1 ครั้งรอบประชุมเดือน ก.พ.ปีหน้า ด้านค่าเงินเคลื่อนไหวอ่อนค่าก่อนพลิกแข็งค่าปลายปีตามฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มองว่าจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.4% ปรับลงจาก 2.6% โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” และ “ชะลอตัว” ลงชัดเจน จากปี 2567 ขยายตัว 2.7%
โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2567 ยังคงเห็นการขยายตัวระดับ 4% แต่ในปี 2568 อัตราการเติบโตเฉลี่ยในแต่ละไตรมาสจะลดลงจาก 4% ในไตรมาสที่ 1/2568 และลดลงเหลือ 3% ในไตรมาสที่ 2 และลดลงเหลือ 2% และเหลือ 1% ในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งการเติบโตสวนทางกับในปี 2567 ที่เป็นการเติบโตแบบไต่ระดับขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกที่เร่งตัว และการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโต แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจเริ่มน่าเป็นห่วง เพราะภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 และภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอตัวลง ทำให้นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 38 ล้านคน
ขณะที่การลงทุน แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเติบโตขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบปีก่อน แต่ยังติดตามต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังขยายตัวได้
“หากเทียบศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบการผลิตและกำลังแรงงานขยายตัวได้ 2.7% แต่หากออกมาต่ำกว่า 2.7% ถือว่า “เศรษฐกิจแย่” ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์จะต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจ“
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหาภาค ศูนย์วิจัยและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากนโยบาย Trump 2.0 ภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณนโยบายการเงินสหรัฐ ผ่านรายงาน Dot Plot ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ยลง จึงมองว่านโยบายการเงินของไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) 1 ครั้งภายในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะช่วยลดภาระการเงินตึงตัวและภาระการชำระหนี้ รวมถึงการปรับลดตามดอกเบี้ยโลกที่ปรับลดลงด้วย
ขณะเดียวกัน นโยบายการคลังยังคงต้องมีส่วนช่วย แม้ว่าบทบาทจะลดลงจากเพดานหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และต้องการลดการขาดดุลงบประมาณลง 4.5% แต่นโยบายการคลังสามารถทำผ่านได้ 2 ส่วนคือ การใช้จ่ายและภาษึ ซึ่งการใช้จ่ายอาจจะเพิ่มภาระทางการคลัง แต่ด้านภาษียังสามารถทำได้ โดยการทำผ่านคนที่มีรายได้มากหน่อยในการจูงใจลดหย่อนภาษี ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด และการส่งสัญญาณการชะลอการลดดอกเบี้ยลงจากเดิม มองว่าไม่ได้มีผลกระทบมากนัก แต่จะเห็นดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น โดยนโยบายการเงินโลกอาจจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐ เดิมก่อนจะมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับลดลงแบบผ่อนคลาย แต่หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามาดอกเบี้ยที่เดิมจะลงมาค่อนข้างแรงแบบ “สไลด์” แต่จะเป็น “โรลเลอร์โคสเตอร์” และดอกเบี้ยสูง ส่วนประเทศอื่นจะเห็นการผ่อนคลายมากขึ้นแบบ “สไลด์” ลงมาเยอะ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงอีกไม่มาก อยู่ในกรอบราว 34.00-35.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปี 2567 แต่ยังต้องจับตาความผันผวนของเงินสกุลอื่นที่อาจกระทบเงินบาทได้ สำหรับปี 2568 คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะยังไหลออกต่อเนื่อง กดดันเงินบาทอ่อนค่าต่อในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แต่เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้ช่วงครึ่งปีหลัง ตามทิศทางการลดดอกเบี้ยของเฟด และราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลงราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาทองคำที่อาจสูงขึ้น และเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับ มองกรอบปลายปี 2568 อยู่ที่ 33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์
“อีไอซี มองว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งช่วยภาวะการเงินตึงตัวได้ และลดภาระการชำระหนี้ และเป็นการลดตามทิศทางดอกเบี้ยโลก เป็นการบริหารความเสี่ยงรองรับดอกเบี้ยขาลง“