Skip to content

คุณภาพหนี้ “ปีมะเส็ง” ยังน่าห่วง เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า-สินเชื่อโตต่ำ

26 ธ.ค. 2567 | 06:21น.
คุณภาพหนี้ “ปีมะเส็ง” ยังน่าห่วง เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า-สินเชื่อโตต่ำ

ปี 2567 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ขณะที่สถาบันการเงินก็กังวลสถานการณ์หนี้เสียที่สูงขึ้น ทำให้ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จนภาพรวมสินเชื่อออกมาหดตัว ส่วนปีหน้าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่

มุมมองจาก “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ปี 2568 การเติบโตของสินเชื่อคาดจะใกล้เคียง 0% ขึ้นอยู่กับแต่ละแบงก์ โดยบางแห่งอาจจะวางแผนขยายตัวสูง หรือบางแห่งอาจจะไม่โต แต่ในภาพรวมการเติบโตสินเชื่อจะขยายตัวต่ำแน่นอน

โดยภายใต้โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มองว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ยังคงเน้น 2 ด้าน คือ 1.การบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยง (Risk Control) และ 2.การรักษาคุณภาพเครดิต (Credit Quality) เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อใหม่จะต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น จะต้องรู้จักตัวตนลูกค้า ดูว่าลูกค้าที่จะปล่อยสินเชื่อมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเร่งแก้หนี้เสียของเก่าที่มีอยู่ เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์

“คนในวงการการเงินมักจะพูด 2 คำ คือ Risk Control และ Credit Quality ปีหน้าเราจึงเห็น Loan Growth อยู่ในโซน Low Single Digit ซึ่งถามว่ามาตรการแก้หนี้ที่เพิ่งออกมาช่วยลูกหนี้ที่เพิ่งเป็นหนี้เสีย แต่ยังไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ หากจะแก้หนี้ต้องทำให้ลูกหนี้มีรายได้มากขึ้น และการทำให้เศรษฐกิจโต สร้างงานจะแก้หนี้ได้ และเมื่อถึงเวลานั้นแบงก์จะกลับมาเร่งปล่อยสินเชื่อ”

ขณะที่ “ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในแง่ธุรกิจแบงก์จึงยังมีความยากลำบากและค่อนข้างเหนื่อย ต้องประคองตัว และมองหารายได้ใหม่ ๆ นอกจากรายได้ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่าย

โดยคาดว่าภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศในปีหน้า จะเติบโต 0.6% จากปี 2567 ที่สินเชื่อหดตัว 1.8% ซึ่งในส่วนสินเชื่อรายย่อยจะยังหดตัว ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ประมาณ 1% จากปีนี้ที่หดตัว 2% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจน่าจะเติบโตได้ 1.5% จากปัจจัยการเบิกจ่ายการลงทุน อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และหากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังเป็นตัวนำที่คาดว่าจะโตได้ 2% ส่วนสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีคาดทรงตัว

ส่วนแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คาดทรงตัวหรือปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนความไม่แน่นอน โดยเอ็นพีแอลน่าจะอยู่ในกรอบ 2.8-3% หรือประมาณ 5.2 แสนล้านบาท จากปี 2567 อยู่ที่ 2.8% หรือราว 5.1 แสนล้านบาท โดยคุณภาพลูกหนี้รายย่อยยังไม่ได้ปรับดีขึ้น จากหนี้ครัวเรือน และหนี้ธุรกิจที่ยังต้องระมัดระวัง และยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้

“แบงก์ยังต้องดูประเด็นความสามารถในการชำระหนี้ โดยรายย่อยคงโตเตี้ยหรือติดลบ ไส้ในที่ติดลบยังเป็นสินเชื่อเช่าซื้อ ส่วนรายใหญ่น่าจะไปได้ แต่คงไม่ดีเท่าอดีต รวมถึงประเด็นแก้หนี้ยังเป็นโจทย์ที่แบงก์ยังต้องทำต่อเนื่อง เพราะถ้าแก้หนี้ได้ดีขึ้น สำรองหนี้จะปรับลดลงได้อีก”

ด้าน “นริศ สถาผลเดชา” ประธานกลุ่ม งาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า สินเชื่อทั้งระบบปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ราว 1-2% โดยการ Roll Over หุ้นกู้ในตลาดคาดจะตึงตัวขึ้น ทำให้ธุรกิจหันกลับมาใช้สินเชื่อมากขึ้น แต่การเติบโตคงไม่ได้กลับมาโตแรงเหมือนในอดีตที่เคยขยายตัว 6-12% ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีคงยังไม่เห็นการเติบโต จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น

“มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ‘คุณสู้ เราช่วย’ จะเข้ามาช่วยโดยตรง ทั้งสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และเอ็นพีแอล โดยหากรวมมาตรการช่วยเหลือ คาดว่าเอ็นพีแอลในปี 2568 จะอยู่ไม่เกิน 3.5-4% ทั้งนี้ ปีหน้าจะเป็นปีที่สางปัญหา Balance Sheet ของธุรกิจรายใหญ่ เอสเอ็มอีและรายย่อย โดยแบงก์จะหันไปมุ่งเน้นรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่าการโตของสินเชื่อ”

“ดร.ฐิติมา ชูเชิด” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหาภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ 2.4% ส่วนสินเชื่อน่าจะขยายตัวราว 0-1% โดยสินเชื่อที่มีการเติบโตอาจจะไม่ใช่สินเชื่อส่วนบุคคล เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อยังไม่ได้ดีมาก เพราะการผิดนัดชำระหนี้ยังมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

“นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 มา พบว่า สถานะของลูกหนี้มีถึง 75% ที่จ่ายหนี้ไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสียประมาณ 60-70% มีโอกาสไหลเป็นหนี้เสียภายใน 6 เดือน ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต ตอนนี้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 20% แต่ภายหลังจากการช่วยเหลือสามารถรอดได้มีไม่ถึง 10% ซึ่งมาตรการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ จะช่วยขยายความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากขึ้น”

จากภาพทั้งหมดนี้ ปี 2568 คงจะเป็นอีกปีที่เหนื่อยไม่แพ้ปีที่ผ่าน ๆ มา ทั้งตัวธุรกิจแบงก์ และตัวลูกหนี้