คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
“ผยง ศรีวณิช” ซีอีโอแบงก์กรุงไทย ถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะนายกสมาคมธนาคารไทย
และล่าสุด “ผยง” ได้รับการต่ออายุในตำแหน่งซีอีโอธนาคารกรุงไทย เป็นสมัยที่ 3 เรียกว่าเป็นคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่ง CEO แบงก์พาณิชย์ของรัฐแห่งนี้ 3 สมัย หรือ 12 ปี
นอกจากนี้ ชื่อของ “ผยง ศรีวณิช” ยังถูกเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง เมื่อมีการจัดโผ ครม.
วันนี้ CEO แบงก์กรุงไทย มาชวนคิดชวนคุยเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ที่เจ้าตัวพยายามสะท้อนปัญหานี้มาตลอด เพราะมองว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ และต้นตอของหลายปัญหา
เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% ของจีดีพี
โดยผยงระบุว่า “เศรษฐกิจนอกระบบ” เป็นต้นตอสำคัญของปัญหา ที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบิดเบี้ยว และกดทับการเติบโต
ขณะที่เรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพราะจากคำแถลงนโยบายมีการระบุถึงเป้าหมายการดึง “เศรษฐกิจนอกระบบ” เข้าสู่ระบบภาษีเพื่อนำไปจัดสรรสวัสดิการและอุดหนุนค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของประชาชน
สอดรับกับที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง รวมทั้ง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงคลัง ออกมาเปิดประเด็นเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เมื่อช่วงต้นธันวาคมที่ผ่านมา แม้จะเจอกระแสคัดค้าน
แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยอมรับว่า เรื่อง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น เพียงแต่โมเดลและรายละเอียดที่ยังมีความเห็นต่างเท่านั้น
“ผยง” ฉายภาพเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน ทำให้ภาครัฐมีฐานรายได้ภาษีที่แคบ และไม่เพียงพอกับรายจ่ายสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
พร้อมตั้งคำถามว่า จาก 11 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษี แล้วอีก 59 ล้านคน ที่ไม่ได้ยื่นแบบไม่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่รัฐต้องจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ให้ ทำไมประเทศไม่มีสิทธิแม้กระทั่ง “ข้อมูล” เพื่อสร้างความเข้าใจว่าคนเหล่านั้นขาดอะไรจริง ๆ หรือมีอะไรพร้อมอยู่แล้ว เพื่อที่จะไม่ได้เอาทรัพยากรส่วนกลางไปเกินจำเป็น
นี่คือสิ่งที่ซีอีโอแบงก์กรุงไทยมองว่าเป็นสิ่งสำคัญและต้องเข้าใจตรงกันก่อน เพราะการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่รัฐบาลกำลังวางแผน จุดเริ่มต้นคือต้องให้ทุกคนต้องเข้าระบบยื่นแบบภาษี
เพื่อเป็น “ข้อมูล” ที่จะมาช่วยให้นำไปสู่การวางแผนและดำเนินมาตรการที่ถูกต้องและตรงจุด เช่น ถ้าเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ก็จะได้รับจัดสรรทรัพยากรเพื่อดูแลสวัสดิการ
CEO แบงก์กรุงไทยกล่าวว่า ในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ ก็จะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถ “ประเมินความเสี่ยง” เพราะแบงก์มักถูกพาดพิงว่า ไม่ยอมปล่อยกู้ ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า “เจ้าของเงิน” ก็คือ “ผู้ฝากเงิน” ซึ่งเราคงไม่สามารถเอาเงินไปให้คนแปลกหน้ามาหยิบยืม
ดังนั้น ถ้าคุณอยู่นอกระบบ ไม่มีข้อมูลใด ๆ ปัญหาก็วนกลับมาว่า คุณไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) แล้วก็เป็นต้นตอของปัญหา “หนี้นอกระบบ”
นี่คือคำอธิบายและมุมมองของซีอีโอแบงก์กรุงไทย
“ผยง” ยอมรับว่า ดีใจที่รัฐบาลและผู้ใหญ่ของประเทศยกประเด็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขึ้นมา ทำให้เห็นแสงสว่าง เพราะเรื่องนี้เป็นต้นตอของอีกหลายปัญหา ซึ่งผลวิจัยของ World Bank ออกมาชัดเจนว่า ถ้าระบบเศรษฐกิจติดกับดักอันนี้จะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งการเจริญเติบโตและผลาญทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจโดยที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม
CEO แบงก์กรุงไทยทิ้งท้ายว่า ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจนอกระบบไม่ดีเสมอไป แต่การที่ประเทศไทยมี “เศรษฐกิจนอกระบบ” สูงถึงเกือบ 50% เป็นอะไรที่บิดเบี้ยวเชิงโครงสร้างและต้นตอของหลายปัญหา
และเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงในสภาและการเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ ก็เห็นแสงสว่างว่าถ้าสามารถทำได้ อย่างน้อยจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบิดเบี้ยวน้อยลง