เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สยามไวเนอรี่ พัฒนาคน-ปลูกป่า-ช่วยเหลือสัตว์

11 มิ.ย. 2561 | 12:03น.

หลายบริษัทอาจทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพียงเพื่อรับผิดชอบผลกระทบต่อชุมชนที่บริษัทตั้งอยู่ ขณะที่อีกหลายบริษัทมองเรื่องการทำกิจกรรมจะต้องเกี่ยวโยงกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนนั้น ๆ อยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่กระนั้น ก็มีอีกหลายบริษัทเชื่อว่าเท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องยื่นมือเข้าไปดูแล สนับสนุน เพื่อให้สังคมโดยรวมดีขึ้นด้วย ซึ่งเหมือนกับกิจกรรมเพื่อสังคมของสยามไวเนอรี่ที่มุ่งเน้นการเติมในสิ่งที่สังคมยังขาด โดยมิได้มองพื้นที่ของตัวเองเป็นตัวตั้ง

“ชยพล ศรศิลป์” ผู้จัดการฝ่ายบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท สยามไวเนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด กล่าวว่า แนวทางการทำซีเอสอาร์ของสยามไวเนอรี่ มีด้วยกัน 3 ด้านหลักคือ 1.การศึกษา 2.สังคม และ 3.สิ่งแวดล้อม

“โดยทั้ง 3 ด้านนี้จะต้องทำควบคู่กันไปเพื่อช่วยขับเคลื่อนสังคมให้อยู่ได้อย่างมั่นคง สำหรับด้านการศึกษา ที่ผ่านมาสยามไวเนอรี่เข้าไปให้ความรู้ และสนับสนุนแก่นักเรียนในการทำโครงการอาหารกลางวัน อันสอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมทั้งในปีนี้ยังมีโครงการจ้างครูอัตราจ้างบนดอยที่ทางสยามไวเนอรี่เริ่มทำเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนบนพื้นที่สูง”

“เพราะพวกเขาขาดแคลนงบประมาณ หรือครูจากพื้นราบ พอขึ้นไปสอนก็อยู่ในพื้นที่ไม่นาน เนื่องจากเป็นพื้นที่กันดาร ทำให้มีปัญหาขาดแคลนครูผู้สอนอยู่บ่อยครั้ง เราจึงเป็นผู้ออกค่าจ้างให้ ด้วยการให้เงินเดือนครูเดือนละ 8,500 บาท นำร่องพื้นที่แรกที่โรงเรียนบ้านวังนอก อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ จำนวน 1 คน โดยเป็นครูชาวเขาปกาเกอะญอ ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะพัฒนาสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป”

“ส่วนด้านสังคม สยามไวเนอรี่มีโครงการที่ทำต่อเนื่องมานานกว่า 9 ปี คือโครงการแจกเสื้อกันหนาวในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้พิทักษ์ป่า หน่วยลาดตระเวน โรงเรียนตำรวจชายแดน โรงเรียนบนพื้นที่สูง และทุรกันดาร สำหรับโครงการการสนับสนุนผู้พิทักษ์ป่า เราเป็นผู้สนับสนุนเงินนำจับให้แก่ทางอุทยานแห่งชาติ ในกรณีที่สามารถจับกุมผู้ทำความผิดได้ประมาณ 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีความเสี่ยง และความยากลำบากในการทำงาน”

“ชยพล” บอกว่า แนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมทั้ง 2 ด้านที่เราทำ อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เรามั่นใจว่าทุกพื้นที่เป็นพื้นที่ขาดแคลนจริง ๆ เพราะเราลงพื้นที่ก่อนทุกครั้งเพื่อให้เห็นแน่ชัดว่าสิ่งที่เรามอบให้เป็นสิ่งที่เขาจำเป็น และต้องการจริง ๆ

“ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ทางสยามไวเนอรี่ให้ความสำคัญสูงสุด โดยเน้นกลุ่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาทิ การสนับสนุนแปลงหญ้าอาหารสัตว์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีจำนวน 300 ไร่ เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารแก่สัตว์ป่า เช่น ช้าง, กระทิง รวมไปถึงโครงการพัฒนาโพรงรังเทียมนกเงือกจากถังไวน์เก่า”

“ซึ่งเป็นโครงการที่เราร่วมกับมูลนิธิศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 ติดตั้งไปแล้วใน 6 พื้นที่ จำนวน 11 โพรง โดยมี 2 โพรงที่ติดตั้งในพื้นที่บริเวณไร่องุ่นมอนซูน แวลลีย์ ของบริษัท สยามไวเนอรี่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นับถึงวันนี้ทั้ง 2 โพรงมีนกเงือกเข้ามาอาศัยอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่อไปเราและมหิดลจะช่วยกันเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้พัฒนาในโครงการเฟส 2 ต่อไป”

“เพราะระยะเวลาของโครงการแรก เรากำหนดไว้ประมาณ 3 ปีครึ่ง ซึ่งจะสิ้นสุดภายในปีนี้ โดยเราจะนำข้อมูลไปพัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสให้นกเงือกเข้ามาทำโพรงในรังต่อไป บางคนอาจมองว่าการซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัวบริษัทมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าด้านสิ่งแวดล้อมเป็นด้านที่เราทุ่มเทมากที่สุด เนื่องจากสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้อง และใกล้ชิดกับตัวเรา ทั้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และในแง่ธุรกิจ”

นอกจากนั้น “ชยพล” ยังบอกอีกว่าเดิมทีพื้นที่ปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ให้ได้รสชาติถูกจำกัดไว้ที่ละติจูดประมาณ 12-14 เหนือ/ใต้เท่านั้น แต่ 9 ปีก่อน เราเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่เส้นศูนย์สูตรเป็นเจ้าแรก ๆ ทั้งที่พื้นที่เดิมตรงนี้ มีปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง ทั้งความแห้งแล้ง ปัญหาดินเสื่อม แต่พอปีแรกผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก ทั้งปริมาณ และรสชาติ

“ส่วนหนึ่งมาจากข้อได้เปรียบของพื้นที่คือมีทั้งลมบก และลมทะเลพัดผ่าน แต่เมื่อมองลึกลงไปนอกจากลมมรสุม พื้นที่ป่าก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นของพื้นที่แห่งนี้ แน่นอนว่าป่าเป็นตัวช่วยสำคัญ และสิ่งที่ช่วยสะท้อนความสมบูรณ์ของป่าคือสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง, กระทิง รวมถึงนกที่ต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่ทำรัง เช่น นกเงือก ผมจึงมองว่าการเอาจริงเอาจังของบริษัทใหญ่ ๆ จะส่งผลไปยังชุมชนโดยรอบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดการล่านกเงือกเพื่อกินลงได้ 100%”

“บุญลือ พูลนิล” นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ฉายภาพปัญหาช้างป่าให้ฟังว่า ปัญหาช้างบุกรุกพื้นที่ชุมชน หรือพื้นที่เกษตรมีมาเนิ่นนาน สาเหตุมาจากอาหารในป่าไม่เพียงพอ วิธีแก้ดีที่สุดคือการทำให้อาหารมีอยู่อย่างเพียงพอ ด้วยการสร้างแปลงปลูกหญ้าขึ้น ซึ่งอุทยานฯมีพื้นที่ แต่ล่าช้าด้านงบประมาณ

“ดังนั้น การที่บริษัทเอกชนต่าง ๆ ให้งบประมาณในการดำเนินการผ่านโครงการซีเอสอาร์ นับว่าวิน ๆ กับทุกฝ่าย ทั้งสัตว์ป่า อุทยานฯ ภาคเอกชน และชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบ เพราะเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พื้นที่บางส่วนของอุทยานฯเคยเป็นไร่สับปะรด พออาหารในป่าไม่พอ ช้างป่าก็จะบุกรุกออกมาที่ไร่ของชาวบ้านอยู่เสมอ เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีอยู่จำนวน 30-40 ตัว”

“ดังนั้น เมื่อช้างออกมาหาอาหารตามเทือกสวนไร่นาของชาวบ้าน สัตว์อื่น ๆ ก็จะตามมาด้วย ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์ป่า เพราะช้างถือเป็นจ่าฝูงของสัตว์ป่าต่าง ๆ ผลเช่นนี้ พอภาคเอกชนให้งบประมาณในการจัดทำแปลงปลูกหญ้า หรือสร้างแหล่งอาหารอื่น ๆ ในป่า ช้าง และสัตว์อื่น ๆ มีอาหารอย่างพอเพียง เขาก็จะไม่รุกที่ทำกินของชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาอย่างถูกจุดที่สุด”

ที่ไม่ธรรมดาเลย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีเอสอาร์