เปิดฤดูกาแฟ “โรบัสต้า” ภาคใต้โค้งแรกพุ่งทะลุ 220 บาท/กก. ห่างจากปีแล้วเท่าตัวเกินกว่า 100 บาท กูรูชี้คาดโค้งสุดท้ายทะลุเกิน 250 บาท แห่จองต้นพันธุ์ สะท้อนผ่านยอดจอง “ศูนย์ผลิตต้นพันธุ์กาแฟรายใหญ่” จ.ชุมพร ผลิตต้นพันธุ์ไม่ทันต้องสั่งจองล่วงหน้ากันข้ามปีถึงปี 2568 ส่งผลให้ราคาต้นกล้าขยับจาก 5 บาท/ต้น เป็น 10-15 บาท/ต้น
นายนัด ดวงใส กรรมการพืชกาแฟ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดฤดูกาแฟปี 2567/2568 ปีนี้ราคาดีโดยปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟชุมพร จำกัด
ซึ่งเป็นศูนย์กลางกาแฟภาคใต้ เปิดรับซื้อกาแฟสารตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ราคาประมาณ 180 บาท/กก. จนถึงปัจจุบันปรับขึ้นไปถึง 220 บาท/กก. หากเทียบกับราคาเก็บเกี่ยวปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณกว่า 100 บาท/กก. และได้ปรับตัวขึ้นมาสูงสุดถึง 130 บาท/กก.
คาดการณ์ว่ากาแฟปี 2568 น่าจะปรับตัวสูงกว่า 220 บาท/กก.ขึ้นไปอีก โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาปรับตัวขึ้นมาในระยะ 2 ปีนี้ ได้แก่ 1.พื้นที่สวนกาแฟได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น จากแรงจูงใจที่ทุเรียน และปาล์มน้ำมันราคาที่ดี 2.ขบวนการผลิตหลายขั้นตอนหลังเก็บเกี่ยวต้องนำไปตากแดด ทำให้เกษตรกรบางคนรู้สึกยุ่งยาก
“ปกติปริมาณการปลูกกาแฟภายในประเทศไทยไม่เพียงพอต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันเกษตรกรลดการปลูกไปอีก จึงทำให้ขาดแคลนมาก แม้แต่สต๊อกเก่าก็ไม่มีเหลือมารวม 2 ปีแล้ว ทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กาแฟราคาปรับตัวดี” นายนัดกล่าวและว่า
นายนัดกล่าวต่อไปว่า สำหรับเมล็ดกาแฟเริ่มเก็บเกี่ยวตามฤดูกาลตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 และไปสิ้นสุดฤดูกาลประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรืออย่างช้าเดือนมีนาคม 2568 คาดการณ์ภาพรวมผลผลิตกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าทางภาคใต้ ประมาณ 7,000 ตัน ยังไม่รวมสายพันธุ์อราบิก้า ที่มีอยู่ทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่
นายนัดกล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ประเทศในอาเซียนที่ปลูกกาแฟมาก ได้แก่ ประเทศเวียดนาม แต่ตอนนี้เวียดนามเอง เกษตรกรบางส่วนได้หันไปโค่นกาแฟออกแล้วหันไปปลูกทุเรียนเช่นเดียวกับประเทศไทย ส่วนประเทศบราซิลตอนนี้ได้รับผลกระทบเนื่องจากหิมะตกมาก แต่จากสถานการณ์ราคากาแฟที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปี ก็มีส่วนหนึ่งให้เกษตรกรบางส่วนหันมาปลูกกาแฟมากขึ้น
โดยเฉพาะในปี 2566-2567 จ.ชุมพร ศูนย์ผลิตต้นพันธุ์กาแฟรายใหญ่ ผลิตต้นพันธุ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้ากันข้ามปีถึงปี 2568 ส่งผลให้ราคาต้นกล้ากาแฟขยับราคาขึ้นจากต้นละ 5 บาท ปรับตัวเป็น 10-15 บาท/ต้น คาดว่าอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้าผลผลิตกาแฟของไทยจะเพิ่มขึ้น
“ที่ผ่านมากาแฟที่ผลิตภายในประเทศไทยยังไม่พอต่อการบริโภค 80,000-90,000 ตัน/ปี แต่ไทยสามารถผลิตได้ประมาณ 20,000 ตัน ทางภาคใต้ปลูกสายพันธุ์โรบัสต้าเกือบ 7,000 ตัน ส่วนภาคเหนือเป็นสายพันธุ์อราบิก้ากว่า 10,000 ตัน จึงต้องมีการนำเข้าถึง 60,000-70,000 ตัน”
แหล่งข่าวจากกลุ่มส่งเสริมเกษตรกรปลูกกาแฟเปิดเผยว่า ฤดูกาลกาแฟปี 2567/2568 ได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยเมล็ดกาแฟเชอรี่ ราคาประมาณ 25 บาท/กก. จากเดิม 7-8 บาท ทั้งนี้ ในการแปรรูปเมล็ดกาแฟเชอรี่ 10 กก. จะได้กาแฟสารประมาณ 1 กก. ปี 2568 กาแฟสารมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว หากเมล็ดเชอรี่ 25 บาท/กก. กาแฟสารจะขายได้ราคาประมาณ 250 บาท/กก.
ทางด้านนายไพรวัลย์ ชูใหม่ อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เกษตรจังหวัดพัทลุง ที่ปรึกษาทำสวนการเกษตร เปิดเผยว่า ราคากาแฟในปี 2567/2568 ตอนนี้ซื้อขายกันกว่า 220 บาท/กก. จากปีที่แล้ว 2566 โค้งสุดท้ายราคาปรับขึ้นไปที่ 140-160 บาท/กก. เทียบกับปี 2565 ราคาอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/กก.
ทั้งนี้ ปัจจุบัน จ.พัทลุงส่วนใหญ่ปลูกกาแฟแซมตามสวนยาง ประมาณ 3,000 ต้น โดยอำเภอที่ปลูกจะอยู่ริมเทือกเขาบรรทัด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น อ.กงหรา ตะโหมด ป่าบอน ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต และ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง
“ในกลุ่มผมได้มีการศึกษาและติดตามสถานการณ์กาแฟมาอย่างต่อเนื่อง และในกลุ่มก็ทำสวนกาแฟ โดยปลูกสายพันธุ์อราบิก้า แซมร่วมการปลูกยางพารา จำนวน 40-50 ต้น แต่ปรากฏความสมบูรณ์ไม่สามารถแข่งขันกับสายพันธุ์อราบิก้าของ จ.เชียงใหม่ได้ เนื่องจากเนื้อกาแฟบาง ถึงแม้ว่าหอมก็ตาม เพราะพื้นที่ต่ำ ขณะที่กาแฟอราบิก้าของภาคเหนือปลูกพื้นที่สูงบนภูเขาที่ตรงกับบริบทกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าจึงได้คุณภาพ” นายไพรวัลย์กล่าว