ฉายาและความเป็นจริง
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข
ภาพสะท้อนจากการตั้งฉายาการเมืองของสื่อทำเนียบและสภา บ่งบอกปมสำคัญทางการเมืองหลายเรื่อง
รายละเอียดของฉายามีอย่างไร แซบหลายแค่ไหน หรือไม่แซบอย่างไร คงได้อ่านได้ลิ้มรสกันไปแล้วจากสื่อต่าง ๆ
เป็นมุมมองระยะใกล้ของนักข่าวที่ได้เห็นได้ยินได้สัมผัส บรรยากาศในที่เกิดเหตุ อย่างเรื่อง “ขวาง” ที่ปรากฏในฉายา ก็คงจะไม่ธรรมดา
ส่วนนักข่าวสภา โฟกัสไปที่วุฒิสภาชุดใหม่ ก็เป็นเรื่องเดียวกับปัญหาการ “ขวาง” ที่ทำเนียบรัฐบาล
เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการขวางที่ไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไข-ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและได้มีการแถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว
ในปลายเดือน พ.ย. ต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงเกิดเรื่องราวเอะอะ ระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ที่ผ่านสภาผู้แทนฯไปแล้ว ด้วยหลักการประชามติชั้นเดียว
พอไปถึงวุฒิสภา ที่ประชุม สว. มีมติให้กลับไปใช้ประชามติสองชั้น
ปะทะกันแบบนี้ สองสภาเห็นต่างกัน รัฐธรรมนูญให้ยึดความเห็นของสภาผู้แทนฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
โดยสภาผู้แทนฯ ลงมติยืนยันแนวทางของตัวเองได้ว่าจะเอาอย่างนี้แหละ
แต่การยืนยันที่ว่า ต้องใช้เวลา โดยทิ้งร่างกฎหมายเอาไว้ 180 วัน หรือ 6 เดือน ค่อยหยิบขึ้นมายืนยัน
เวลา 6 เดือน สำหรับวาระของสภา 4 ปี ถือว่าไม่ใช่น้อย ๆ แต่เมื่อกฎหมายให้รอก็ต้องรอ
บรรดาผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ เริ่มพูดกันแล้วว่า การแก้ไขคงไม่สำเร็จในสภาชุดนี้ เพราะมีขั้นตอนมาก ล้วนแต่ต้องใช้เวลา ต้องทำประชามติ ซึ่งกฎหมายยังไม่เสร็จ ต้องจัดเลือก ส.ส.ร. เลือกได้แล้ว ต้องไปประชุมยกร่างกันอีก ฯลฯ
ทำไปทำมา อาจจะได้แค่ทำกฎหมายประชามติให้เสร็จ แล้วไปจัดเลือก ส.ส.ร. แล้วปล่อยให้ ส.ส.ร.ทำงานกันไป โดยสภาผู้แทนฯชุดนี้จะหมดวาระไปก่อน ไม่ว่าจะด้วยครบวาระในปี 2570 หรือเกิดอุบัติเหตุ ต้องให้ยุติไปก่อน 2570
กว่า ส.ส.ร.จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จ อาจจะเป็นในช่วงของสภาชุดหน้า
เรียกว่ารอกันเหนียงยานไปเลย ที่ยานอยู่แล้วก็จะยานมากขึ้น
การตั้งฉายาของนักข่าว ช่วยเตือนให้เกิดการรำลึกถึงปัญหาการเมืองบางเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประชาชนโดยตรง
รัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกากลางของประเทศ รูปทรงการบริหารประเทศ ที่แบ่งเป็น 3 ฝ่าย กำหนดบทบาทหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ เอาไว้ ในการเมืองประชาธิปไตย ต้องมีรัฐธรรมนูญไว้อ้างอิงอำนาจหน้าที่
สำคัญขนาดนี้ แต่ก็เกิดรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายครั้ง จนประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ เรียกว่าโดดเด่นเกินหน้าชาติอื่นอยู่มาก
นิสิตนักศึกษาที่เรียนกฎหมาย ต้องเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ เวลาซื้อตำรับตำรา ต้องดูให้ดีว่า เนื้อความครบถ้วนไหม อัพเดตจำนวนรัฐธรรมนูญตรงตามจริงหรือไม่
ถ้าหยิบตำราเรียนของพี่มาใช้ อาจจะงงได้ เพราะจำนวนรัฐธรรมนูญไม่ครบ
ปัญหาการขวางกันในรัฐบาล จะดำเนินไปอย่างไรในปี 2568 ที่กำลังมาถึง จะทรงตัว จะมากขึ้นหรือน้อยลง ต้องติดตามดูกัน
เพราะพรรคการเมืองต่างพรรคกัน จะมาเดินตามกันต้อย ๆ หาดูได้ยาก
ยิ่งต่างคนต่างมาจากเลือกตั้ง หรือมาตามระบบ ยิ่งถือว่า มีศักดิ์มีศรีที่ไม่ต่างกัน
แม้ว่าจะอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน ต้องผูกพันกันด้วยนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาก็ตาม
แต่ถ้ายึดประชาชนเป็นตัวตั้ง นักการเมืองควรทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้ระบอบประชาธิปไตยแข็งแรงและพัฒนาไปเรื่อย ๆ
ถ้าทะเลาะกันหรือขัดแย้งกัน แล้วถอยหลังลงคลอง ชาวบ้านเสียประโยชน์ ก็ไม่ควรทำ
ยิ่งปี 2568 จะมีเหตุการณ์ มีประเด็นทางการเมือง มีเรื่องราวที่ฝ่ายการเมืองต้องตัดสินใจมากมาย
และทุกพรรคต้องคิดเรื่องการเลือกตั้งหลายระดับที่จะเกิดขึ้นและจะตามมา
“เงื่อนไข” ยั่วยุให้เกิดการไม่ลงรอย รออยู่เต็มไปหมด