“เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” หรือสถานบันเทิงครบวงจร เป็นหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่สร้างรายได้เข้าประเทศ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตสัมปทานมีอายุ 30 ปี ต่อได้คราวละ 10 ปี
เฉพาะค่าใบอนุญาตรัฐบาลกำหนดไว้ที่ 5,000 ล้านบาทต่อ 1 สัมปทาน และมีค่ารายปีอีก 1,000 ล้านบาทต่อปี
“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าโครงการนี้จะดึงเม็ดเงินการลงทุนได้กว่า 1 แสนล้านบาทต่อโครงการ และสร้างรายได้อื่น ๆ ตามมาอีกรวม 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี
และจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศได้เพิ่มขึ้น 5-20% รวมทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ถึงประมาณ 60,000 บาทต่อคนต่อทริป จากเดิมที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อคนต่อทริป
ปลุก “เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว”
เช่นเดียวกับ “สรวงศ์ เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่เชื่อว่าโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะเป็นแม็กเนตสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เป็นประโยชน์กับประเทศล้วน ๆ แน่นอน
ส่วนประเด็น “กาสิโน” นั้นมีเพียง 10% ของภาพรวมของโครงการเท่านั้น อีก 90% จะเป็นส่วนของห้างสรรพสินค้า สวนสนุก สนามกีฬา สถานที่จัดงานขนาดใหญ่ ฯลฯ
ทันทีที่กระทรวงการคลังส่งสัญญาณว่ามีการทำประชาพิจารณ์ “ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งเปิดแผนเบื้องต้นว่าจะปักธงโครงการทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ โดยจะเปิดรับการลงทุนจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงจะสร้างแรงจูงใจการลงทุนด้วยมาตรการภาษี
เพียงแค่นี้ก็สร้างความฮือฮาและเรียกความสนใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเอกชนที่เปิดตัวแสดงความสนใจส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มทุนในกรุงเทพฯเป็นหลัก
สนามม้านางเลิ้ง เปิดตัวรายแรก
โดยกลุ่มแรกที่เปิดตัวสนใจลงทุนในโครงการ Entertainment Complex ตามนโยบายรัฐบาล คือ สนามม้านางเลิ้ง หรือราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ประกาศร่วมกับ “รอยัล สปอร์ต คอมเพล็กซ์” หรือ RSC และ 4 พันธมิตรต่างชาติ เช่น เกาหลี เล็งที่ดินหนองจอก 3,000 ไร่ พัฒนาโครงการ “The Royal Siam Haven”
ประกอบด้วย สนามม้า คลับเฮาส์ สนามกอล์ฟ ยอชต์คลับ โรงแรมระดับ 6 ดาว สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ภัตตาคารหรู โรงละคร โรงพยาบาล เวลเนส ศูนย์การเรียนรู้และกาสิโนถูกกฎหมายในอนาคต มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจและรวบรวมพื้นที่ ออกแบบโมเดลโครงการ
“อิมแพ็ค” พร้อมทุกมิติ
ด้าน “พอลล์ กาญจนพาสน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหาร “อิมแพ็ค เมืองทอง” บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พื้นที่ของเมืองทองธานีมีความพร้อมและเหมาะสมสำหรับการลงทุน Entertainment Complex ขนาดใหญ่มากที่สุด
โดยเฉพาะในด้านทำเลที่ตั้งและพื้นที่ที่กว้างขวาง เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า และพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2568 จะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและเชื่อมต่อเมืองทองธานีเข้ากับพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มอิมแพ็คมีแผนพัฒนาและลงทุนโครงการ Entertainment Complex บริเวณที่ดินริมทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อสนับสนุนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของรัฐบาล โดยการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ศูนย์การค้า และสถานบันเทิงครบวงจร รวมถึงการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต เทศกาล และการแข่งขันกีฬาระดับโลกในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ
หากรัฐบาลเลือก “เมืองทองธานี” ให้เป็นหนึ่งในผู้ได้รับใบอนุญาต บริษัทก็พร้อมปรับแผนธุรกิจรองรับทันที แต่หากไม่ถูกคัดเลือกให้รับไลเซนส์ของรัฐบาลก็พร้อมเดินหน้าโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ของตัวเองตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์สำหรับครอบครัว หรือ Family Entertainment Complex
พราว กรุ๊ป มองทำเลภูเก็ต-พังงา
เช่นเดียวกับ “พสุ ลิปตพัลลภ” กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว ที่บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สนใจลงทุนโครงการสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ที่มีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง โดยพราวกรุ๊ปพร้อมที่จะร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงการ
สำหรับทำเลที่ “พราวกรุ๊ป” มองว่าน่าสนใจในการลงทุนคือ พื้นที่ใกล้เคียงกับภูเก็ต โดยเฉพาะจังหวัดพังงา เนื่องจากมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ และมีการวางแผนที่จะสร้างสนามบินแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น
โดยพังงามีข้อได้เปรียบหลายประการ เช่น ราคาที่ดินที่ยังไม่สูงมาก มีพื้นที่ว่างสำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ และมีความสวยงามทางธรรมชาติ รวมถึงหากมีสนามบินแห่งใหม่จะช่วยเชื่อมต่อพังงากับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
สวนสยามเคลียร์ที่ดินรอ 500 ไร่
ขณะที่ “ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” ประธานบริหารกลุ่มบริษัท สยามพาร์ค ซิตี้ ผู้ดำเนินธุรกิจสยามอะเมซิ่งพาร์ค หรือสวนสยาม ระบุว่าปัจจุบันได้ส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทบริหารไปแล้ว แต่ภายหลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายในการผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และกาสิโนถูกกฎหมาย ก็กลับมาทำเพื่อประเทศชาติ เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการดึงเอาเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศเข้ามาปรับปรุงและพัฒนาสวนน้ำ-สวนสนุก
โดยเบื้องต้นกลุ่มสวนสยามได้รวบรวมที่ดินบริเวณรอบ ๆ จากพันธมิตรคนสนิทมารวมกับที่ดินของตัวเอง ได้พื้นที่เกือบ 500 ไร่สำหรับรองรับโครงการดังกล่าวแล้ว
เช่นเดียวกับ “วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ” ซีอีโอกลุ่มบริษัท สยามพาร์ค ซิตี้ ที่ย้ำว่า สวนสยามมีความพร้อมที่จะเสนอตัวเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตามนโยบายรัฐบาล และมองว่า สวนสยามเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก
รวมทั้งยังใกล้กับเมืองท่องเที่ยวอื่นโดยเฉพาะเมืองพัทยา (ชลบุรี) และอยู่ไม่ห่างจากสนามบินหลักทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมถึงการคมนาคมทางบกอื่น ๆ ทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า ถนนวงแหวนขึ้นสู่จังหวัดภาคเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ และมอเตอร์เวย์ไปจังหวัดภาคตะวันออก
กลุ่มมาเก๊าร่วมชิงไลเซนส์
นอกจากนี้ยังมีบริษัทผู้รับสัมปทานกาสิโนในมาเก๊าแสดงความสนใจจะร่วมประมูลใบอนุญาตเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของไทยถึง 4 ราย ได้แก่ กาแลกซี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ (Galaxy Entertainment Group), เอ็มจีเอ็ม ไชน่า (MGM China) , แซนด์ส ไชน่า (Sands China) และวินน์ มาเก๊า (Wynn Macau)
ทุกรายล้วนเชื่อมั่นว่าการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย จะเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกาสิโนในมาเก๊า

หนุนท่องเที่ยวโต 10-15%
ด้าน “ออมรี มอร์เกนสเติร์น” ซีอีโอ Agoda มองว่า การผลักดันให้กาสิโนถูกกฎหมายและการพัฒนาสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตขึ้นอีก 10-15%
“หากรัฐบาลสามารถดำเนินการเกี่ยวกับกาสิโน และ Entertainment Complex ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างมาก เพราะธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากฤดูกาลท่องเที่ยว และจะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แตกต่างออกไป”
คงต้องลุ้นกันต่อในปี 2568 นี้ว่า กระทรวงการคลังจะนำผลการรับฟังความคิดเห็น “ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…” เสนอสู่การพิจารณาต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่