SCB ขึ้นระบบคอร์แบงกิ้งใหม่ อัพเกรดธนาคารแรก-“กรุงศรีฯ” เร่งปรับ
New Banking Core
แบงก์-น็อนแบงก์ เดินหน้ายกเครื่องระบบไอทีหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ-ลดต้นทุน “ไทยพาณิชย์” จ่อขึ้นระบบคอร์แบงกิ้งใหม่ไตรมาส 3 ปี’68 ชี้เป็นธนาคารแรกที่ขึ้นระบบหลักใหม่ คาด 2 ปีข้างหน้าเริ่มเห็นผลจากการลงทุน ฟาก “กรุงศรีฯ” ลุยศึกษา-วางแผนพัฒนา Core Banking ด้าน “เคทีซี” ตั้งงบฯ ลงทุนไอทีปี’68 “พันล้าน” ดีเดย์เดือน ก.ย.ขึ้นระบบใหม่
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 นี้ ธนาคารจะขึ้นระบบไอทีหลักของธนาคาร (Core Banking) ใหม่ ซึ่งไทยพาณิชย์จะเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่มีการยกระดับระบบไอทีหลัก โดยร่วมมือกับ “ซันไลน์” (Sunline) ผู้นำด้านการให้บริการเทคโนโลยีสำหรับธนาคารระดับโลกในการพัฒนา Core Banking ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ “Digital Bank With Human Touch” เดินหน้ายกระดับสู่ดิจิทัลแบงก์

ทั้งนี้ ระบบ Core Banking จะทำหน้าที่ประมวลผลทุกธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด เปรียบเหมือนหัวใจของธนาคาร อาทิ เงินฝาก และสินเชื่อ ให้มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมด้านไอทีแบบใหม่ (IT Architecture) ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีความเสถียร ปลอดภัย รองรับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น และรองรับการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังสามารถนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองความต้องการทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กรได้อย่างตรงใจและรวดเร็ว
นอกจากการลงทุนทางด้าน Core Banking แล้ว ธนาคารจะมีการลงทุนเพื่อไปสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ 3-4 ด้าน ได้แก่ 1.ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในส่วนของแพลตฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถหยิบใช้ข้อมูลได้ทันที จากเดิมจะต้องผ่านกระบวนการส่งข้อมูลเข้าถังข้อมูลกลาง ซึ่งกรณีหน่วยงานหรือแผนกไหนต้องการข้อมูลประมวลผลจะต้องดึงข้อมูลใหม่และโยนข้อมูลไปในถังกลางอีกครั้ง ซึ่งจะกินพื้นที่ค่อนข้างมาก
2.ระบบคลาวด์ โดยจะเป็นลงทุนตามนโยบายของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) โดยการนำเอาข้อมูลขึ้นสู่ระบบคลาวด์ 3.ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) จะมีการพัฒนาระบบที่สามารถใช้ 1 RM (Relationship Management) สามารถดูแลลูกค้าได้ครบถ้วน จากเดิมจะแยกดูเป็นบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ แต่ต่อไปจะเป็นการให้บริการลูกค้าแบบ Consumer Single View
และ 4.การพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเป็น AI First Bank ซึ่งธนาคารได้จัดเตรียมงบประมาณในการจัดหลักสูตร และให้องค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
“ในแง่เม็ดเงิน จะเห็นการลงทุนหนัก ๆ ในระบบ Core Banking และระบบคลาวด์ โดยในปี’68 จะเป็นช่วงที่เราจ่ายเงินเยอะ มีการลงทุนจริง หลังจากทยอยพัฒนามา 3 ปี โดยเราได้ปรับระบบให้เป็นอัตโนมัติ หรือดิจิทัลไปแล้วกว่า 1,000 ระบบ ซึ่งเราคาดว่าหลังจากนี้ไปในอีก 2 ปี การลงทุนทั้ง Core Banking, AI และระบบคลาวด์จะเริ่มตกตะกอนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงพนักงานกว่า 1.9 หมื่นคน มีองค์ความรู้ทักษะดิจิทัล สามารถทำให้ต้นทุนคง ที่สามารถเป็นต้นทุนแปรผันเร็วขึ้น”
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารได้เริ่มศึกษาพัฒนาระบบ Core Banking มาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาราว 5-7 ปี (ปี 2567-2572) จึงจะแล้วเสร็จ เนื่องจากเป็นระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงต้องใช้เวลาในการทดสอบ
รวมถึงจะต้องนำระบบฟีเจอร์แต่ละฟีเจอร์ออกมาจากระบบ Core Banking ก่อน ถึงจะมีการยกระดับหรือพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบ Core Banking
“ตอนนี้โปรเจ็กต์การเปลี่ยนระบบ Core Banking ของเราเริ่มต้นไปแล้ว แต่จะใช้เวลานาน 5 ปี เพราะต้องเทสต์ระบบก่อน ซึ่งจะเห็นว่าหลาย ๆ แห่งทยอยทำหรือดำเนินการนั้น เพราะว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเทคโนโลยีใหม่เริ่มเข้ามา พวก AI หรือระบบโปรแกรมต่าง ๆ ถึงเวลาที่จะต้อง Update แล้ว”
นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทยจำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายในเดือน ก.ย. 2568 บริษัทจะเริ่มดำเนินการใช้ระบบ Core System ใหม่ในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากเลื่อนจากเดิมกำหนดในเดือน ก.พ. 2568
“เป็นแผนการพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากระบบหลักเดิมมีการใช้งานค่อนข้างนานถึง 12 ปี และเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าของเคทีซี และปริมาณจำนวนธุรกรรมที่เติบโตสูงขึ้น”
โดยการยกระดับ “Digital Transformation” จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการทำงาน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทางด้านการแข่งขันและลดค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้บางส่วนในการวิเคราะห์และต่อยอดในการพัฒนาโมเดลนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีกว่า 700-800 กิจกรรม
นางพิทยากล่าวว่า หลังจากนี้เคทีซีจะมีหัวหน้าทางด้านไอที (Head of IT) เข้ามาดูแลเฉพาะเป็น (In-House) จากเดิมจะใช้บริษัทภายนอก (Outsource) ในการดำเนินการ และในปี 2568 พนักงานจะต้องมีการเรียนรู้ทางด้านไอทีมากขึ้น และพนักงานด้านไอทีจะต้องเรียนรู้ธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“งบประมาณลงทุนทางด้านไอที โดยปกติจะเป็นการลงทุนต่อเนื่อง แต่ในปี 2568 งบประมาณในการลงทุนจะสูงกว่าปี 2567 คือจะอยู่ที่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท”