10 เหตุการณ์สำคัญ เขย่าตลาดหุ้นไทย ปี’67
event10
ตลาดหุ้นไทย ปี 2567 เผชิญหลากหลายเรื่องราวไม่แพ้ปีก่อนหน้า ท่ามกลางความพยายามอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลและหน่วยงานด้านตลาดทุนในการ “ฟื้นศรัทธา-ฟื้นความเชื่อมั่น”
โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เริ่มต้นปีมังกรเป็นบวก เปิดตลาดปรับตัวขึ้น 3.23 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,419.08 จุด และปิดตลาดสิ้นวันที่ระดับ 1,433.38 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.53 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.24% จากวันปิดตลาดก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ต่อมาดัชนี SET มีแนวโน้มเป็น “ขาลง” ต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือน ส.ค. ทำจุดต่ำสุดของปีที่ 1,274.01 จุด (ราคาปิดตลาด) เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2567 และจากนั้นก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในเดือน ก.ย. ต่อเนื่องถึงกลางเดือน ต.ค. ที่ทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,506.82 จุด เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 เนื่องจากช่วงดังกล่าวมีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าหุ้นไทยมาก จากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิ 21,194.72 ล้านบาท ในไตรมาส 3
ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศ มีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนการจัดทำมาตรการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนออกมาอย่างต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้นโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
โดยหากนับจากต้นปี 2566 มีตลาดหุ้นเพียง 8 แห่งในโลก ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ซึ่งตลาดหุ้นไทย คือหนึ่งในนั้น (-15%) อยู่ใน “อันดับรองสุดท้าย” เป็นรองแค่ตลาดหุ้นบังกลาเทศ (-18%) ในขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ปรับขึ้นเฉลี่ย 53% ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ SET มีผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง มาจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นนักลงทุน และการที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังอยู่ในขาลง
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังเดินหน้าปรับกระบวนการทำงานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น และที่ผ่านมาก็ได้ปรับมาโดยตลอด
“จุดสำคัญ คือ เรามีการปรับปรุงกระบวนการหรือการให้ข้อมูลของนักลงทุนที่มากยิ่งขึ้น เพื่อจะไม่ให้เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและตลาดหุ้นไทยได้เกิดขึ้นอีก มองว่าจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญมาก” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าว

เหตุการณ์เด่นตลาดหุ้นไทย
ในปี 2567 จะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
1.คดี EA สะเทือนวงการ
เคสใหญ่ในตลาดหุ้นปีนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีกรรมการและผู้บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) จำนวน 3 ราย ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันกระทำการทุจริต “ไซฟ่อนเงิน” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกลางปี โดยเป็นคดีที่มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2559 ทำให้ “สมโภชน์ อาหุนัย” กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ต้องหลุดจากตำแหน่งในบริษัท
ขณะที่ตัวบริษัทเอง ก็ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถอดหลักทรัพย์ออกจากรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ซ้ำยังถูกทริสเรตติ้ง (TRIS Rating) หั่นเครดิต ส่งผลให้หุ้นกู้ของบริษัทกลายเป็น “Junk Bond” ส่วนราคาหุ้นก็ร่วงติดฟลอร์ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี กรณี EA นี้ เจ้าหนี้ยังคงให้ความช่วยเหลือบริษัท ด้วยการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้หุ้นกู้ และทางบริษัทก็พยายามหาผู้ร่วมทุนรายใหม่เข้ามากอบกู้ฐานะของบริษัท ซึ่งล่าสุดก็ได้ บริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด เข้ามาถือหุ้นบางส่วนจนราคาหุ้นปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่มีข่าว
2.“อัสสเดช” นั่งผู้จัดการ SET
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีมติเอกฉันท์เลือก นายอัสสเดช คงสิริ Lead Partner for Financial Advisory ดีลอยท์ ประเทศไทย (Deloitte Thailand) ดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 ต่อจากนายภากร ปีตธวัชชัย ที่หมดวาระในวันที่ 19 กันยายน 2567 โดยบอร์ดให้นายอัสสเดชเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เพื่อเรียนรู้งานก่อน ซึ่งนายอัสสเดชมีประสบการณ์ในตลาดเงินตลาดทุนมาร่วม 30 ปี
3.รื้อเกณฑ์ TESG-ฟื้นวายุภักษ์
วันที่ 25 มิถุนายน 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้บริหาร ก.ล.ต. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อปลุกความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
โดยประกาศปรับเกณฑ์กองทุน TESG เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเป็นในอัตราไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท จากเดิมได้แค่ 100,000 บาท และลดระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปี นับจากวันที่ซื้อ จากเดิมต้องถือครอง 8 ปี
พร้อมกันนั้น นายพิชัยยังได้ประกาศฟื้นกองทุนรวมวายุภักษ์ มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯก็ประกาศเร่ง 14 มาตรการที่เป็นการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนไทย
4.ดีลยักษ์ GULF รวม INTUCH
ช่วงกลางปี 2567 ยังปรากฏข่าว “ดีลยักษ์แห่งปี” คือ การประกาศควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ผู้นำธุรกิจพลังงานรายใหญ่ กับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ผู้นำด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย ซึ่งช่วยปลุกเซนติเมนต์เชิงบวกให้กับตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ เมื่อควบรวมแล้วจะมีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่จะถึงนี้
5.“จำนำหุ้น” สะเทือนตลาด
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก ก็คือ กรณีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่ง มีการนำหุ้นไปจำนำเป็นหลักประกันกับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อไปขอวงเงินกู้ยืม จากนั้นเมื่อราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมาก จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell)
ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องออกหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งที่เป็นผู้บริหารและไม่เป็นผู้บริหาร ต้องเปิดเผยรายงานกรณีการนำหุ้นของบริษัทไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืม เป็นการป้องกันไม่ให้เจ้าของ บจ. แอบนำหุ้นไปจำนำ ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ได้ในช่วงต้นปี 2568 นี้

6.Black Monday ทุบหุ้นดิ่งแรง
เหตุการณ์ Black Monday เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2567 ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงวันเดียว ติดลบถึง 2.93% หรือลดลง 38.41 จุด หนักสุดในรอบ 4 ปี 8 เดือน ตามรอยหุ้นดาวโจนส์ที่ร่วง 1,000 จุด ดัชนีแนสแดคคอมโพสิตลบ 3.43% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ดิ่งหนักวันเดียว 4,400 จุด รวมถึงหุ้น “7 นางฟ้า” ที่เป็นหุ้นบิ๊กเทค ก็มาร์เก็ตแคปหายกว่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยหลักมาจาก 1.ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินเยนแข็งค่า เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า กลับสถานะ Yen Carry Trade หรือการที่นักลงทุนกู้ยืมเงินในสกุลเงินเยนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่กว่าคาดกดดันเงินดอลลาร์อ่อนค่า 3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทางประเทศอิหร่านกับชาติพันธมิตร ขู่ว่าจะโจมตีอิสราเอลในวันที่ 5 สิงหาคม 2567
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังกังวล เรื่องนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อาจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และเกิดสุญญากาศทางการเมือง
7.ตลาดหุ้นขานรับ “อิ๊งค์” ตั้งรัฐบาล
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยตอบรับในเชิงบวกต่อเนื่อง จนฟื้นกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด ได้อีกครั้งในเดือนกันยายน ส่วนหนึ่งมีมุมมองเชิงบวกจากนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายที่จะปัดฝุ่น “กองทุนวายุภักษ์” ที่มองได้ว่า เป็นกองทุนที่ช่วยพยุงหุ้นนั่นเอง
8.“ทรัมป์” คว้าประธานาธิบดีสหรัฐ
ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงลบทันที หลังมีข่าวว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะคว้าชัยชนะการเลือกตั้งสหรัฐ โดยมีคะแนนนำคู่แข่งอย่าง นางคาลามา แฮร์ริส ส่งผลให้ SET Index เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ปรับลดลง 14.25 จุด หรือ -0.96%
9.“หมอบุญ”เขย่าขวัญตลาดทุน
ปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 ตำรวจนครบาลแถลงข่าวกรณีศาลอนุมัติหมายจับ “หมอบุญ” หรือ “นายแพทย์บุญ วนาสิน” อดีตประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG วัย 86 ปี กับพวกรวม 9 คน ในคดีฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน รวมถึงคดีเกี่ยวกับเช็ค ความเสียหายกว่า 7,500 ล้านบาท ที่มาของคดี มาจากการอ้างชักชวนให้ลงทุนใน 5 โครงการเมกะโปรเจ็กต์
คดีนี้ก็ทำให้นักลงทุนผวาไปตาม ๆ กัน อย่างไรก็ดี ก.ล.ต.เกาะติดคดีนี้ โดยเบื้องต้นพบว่า เป็นการกระทำผิดส่วนตัว ไม่ได้โยงถึง THG
10.ตื่น CPAXT ลงทุน The Happitat
ก่อนจะสิ้นปี 2567 ดัชนีหุ้นไทยกลับมาหลุดต่ำกว่า 1,400 จุดอีกครั้ง หลังจากยืนระยะมาได้พักใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 หุ้นไทยปิดลบ 24.15 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,395.57 จุด ซึ่งปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะตัวของหุ้น CPAXT ที่นักลงทุนกังวลการเข้าลงทุนในโครงการ The Happitat รวมถึงหุ้น CPALL ที่โดนหางเลขไปด้วย
ประกอบกับมีประเด็นการเมืองที่ ป.ป.ช. มีมติรับพิจารณา 12 เจ้าหน้าที่รัฐเอื้อทักษิณ รักษาอาการป่วยชั้น 14 และปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนขายลดความเสี่ยงก่อนมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 ธันวาคม ผสมโรงด้วย