สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มองเป้า SET สิ้นปี’68 ที่ 1,556 จุด แรงหนุนดอกเบี้ยในประเทศลด ชี้ฟันด์โฟลว์ไหลออกเป็นปัจจัยลบ แนะกระจายพอร์ตลงทุน พร้อมเปิด 4 หุ้นไทยน่าลงทุน มองกลุ่มเด่นค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง ภาคบริการ ท่องเที่ยว เทคโนโลยี แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 26 สำนัก คาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,449 จุด และเมื่อมองตลอดปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,322 ถึง 1,581 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2568 ที่ 1,556 จุด

โดยปัจจัยบวก นำโดยทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 76.92% เทคะแนนให้อย่างชัดเจน คาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในสิ้นปี 2568 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควรโดยผู้ตอบร้อยละ 54 คาดว่าจะอยู่ที่ 2% รองลงมาผู้ตอบร้อยละ 22 มองว่าปรับลดลงมาที่ 1.75% ถัดมาผู้ตอบร้อยละ 17 มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ที่ 2.25% และร้อยละ 4 ที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจปรับลดไปอยู่ที่ 1.50%
ปัจจัยบวกรองลงมา 73.08% คือ ผลประกอบการ บจ. ปี’68 ตามมาด้วยเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้ตอบ 69.23% และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา 57.69% ตามลำดับ
ส่วนปัจจัยลบ คือ ปัจจัยด้าน Fund Flows จากต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย มีผู้ตอบ 74.07% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ มีผู้ตอบ 69.23% ตามมาด้วยปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 61.54% และการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก มีผู้โหวต 55.56% ตามลำดับ
ส่วนปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 1 คือการเข้ารับตำแหน่งและนโยบายของ Trump ตามมาด้วย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยและการลงทุนของภาครัฐ
ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2567 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 84.61 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้ง
ก่อน ซึ่งอยู่ที่ 89.91 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 12.22% ทั้งยังคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยไว้ที่ 94.95 บาท
นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น
- เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.72%
- กองทุนตราสารหนี้ 22.00%
- หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 29.56%
- หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 22.52%
- กองทุนอสังหาฯ หรือ REIT 6.90%
- ทองคำหรือกองทุนทองคำ 8.10%
- สินทรัพย์อื่น ๆ เช่น Bitcoin 0.20%
โดยความเห็นการลงทุนต่างประเทศ แนะนำกองทุนหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะ AI-Technology และ Selective Asia เช่น จีนเกาหลี และเวียดนาม
เปิด 4 หุ้นแนะนำลงทุน
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง ภาคบริการ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจยานยนต์ พลังงานและปิโตรเคมี โดยรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้
1.AOT มองว่าได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวฟื้น โดยเติบโตไปตามการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งในปี 2567 ททท.คาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ 36 ล้าน และปี 2568 ที่ 40 ล้านคน
2.ADVANC มองว่าธุรกิจฟื้นตัว ต้นทุนต่ำลง มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ปลอดภัยจากนโยบายของทรัมป์ และได้ประโยชน์จากกระแส Data Center
3.BDMS ได้อานิสงส์จากสังคมสูงวัยที่จะใหญ่ขึ้น คาดกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติยังคงเติบโต
4.CPALL ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ สนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ให้เกิดขึ้นในไทย นโยบายกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สนับสนุนการวิจัยและผลิตสินค้าเทคโนโลยี ส่งเสริมการท่องเที่ยว Entertainment Complex รวมถึงลดภาษีนิติบุคคล และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ ลดภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาหนี้ และให้ความสำคัญด้านการศึกษา