SCB FM มองเงินบาทอ่อนค่า 35.50 บาทต่อครึ่งแรกของปี 68 จับตาความเสี่ยงนโยบายภาษี
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB FM ประเมิน เงินบาทครึ่งปีแรกปี 68 เงินบาทอ่อนค่าต่อจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า 35.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่าได้ในครึ่งปีหลัง ชี้ นโยบายการเงินไทยผ่อนคลายขึ้น จับตาความเสี่ยงมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าที่ทำให้การฟื้นตัวช้าลง
นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 นี้ สินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐน่าจะมีผลตอบแทนเป็นบวกอีกได้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวดีกว่าประเทศหลักอื่น สะท้อนจากเลขเศรษฐกิจ ทั้งตลาดแรงงาน และ PMI ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ Fed น่าจะลดดอกเบี้ยช้าลง โดยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกเพียง 50 bps ในปีนี้ สอดคล้องกับใน Dot plot ล่าสุดของ Fed และที่ตลาด Price-in ซึ่งจะน้อยกว่าในปี 2024 ที่ Fed ลดดอกเบี้ยถึง 100 bps
ดัชนีเงินดอลลาร์น่าจะยังแข็งค่าต่อได้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้เงินจะแข็งค่าขึ้นมากแล้วในปีก่อน เนื่องจากตลาดอาจยังอยู่ในโหมด Wait-and-see ซึ่งจะหนุนให้เงินดอลลาร์ต่อได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลัง เงินดอลลาร์สหรัฐอาจกลับมาอ่อนค่าจาก Valuation ที่สูงมากแล้ว และเงินทุนที่อาจไหลออกจากสหรัฐ
สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นายแพททริกมองว่า Treasury yields ปรับลดลงอีกเล็กน้อย ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed และ Curve มีแนวโน้มชัน (Steepen) ขึ้น จาก Yields ระยะสั้นที่ลดลงมากกว่า ด้านตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะปรับสูงขึ้นมามากในปีที่แล้ว แต่ยังมองว่ามีโอกาสปรับสูงขึ้นได้อีกเล็กน้อย นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีที่น่าจะได้มีการใช้ AI มากขึ้น (Adoption) และกลุ่มอื่น ๆ ที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการดูแล (Regulation) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดน้อยลง เช่น กลุ่มธุรกิจการเงิน เงินยูโรและเงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องในปีนี้
โดยเงินยูโรอาจอ่อนค่าจากเศรษฐกิจยุโรปที่น่าจะยังอ่อนแอจากภาคการผลิตที่หดตัว การแข่งขันจากประเทศจีนที่สูงขึ้น มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่อาจลดลง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ทำให้ ECB จะยังลดดอกเบี้ยลงแรงได้

ทั้งนี้ มองว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยอีกต่อเนื่องถึง 125 bps ในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เงินยูโรอาจลงไปใกล้ระดับ 1.00 ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี สำหรับเงินหยวนจะยังอ่อนค่าลงต่อ แม้ทางการจีนน่าจะออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม โดยคาดว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ Required reserve ratio ลง อีกทั้งทางการอาจใช้มาตรการที่เน้นกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น
โดยได้ตั้งเป้าขาดดุลการคลังสูงขึ้น และคาดว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาลกลางและท้องถิ่นเพิ่มเพื่อสนับสนุนโครงการต่างมากขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจีนน่าจะยังอ่อนแอจากความเสี่ยงหลายด้าน อีกทั้งทางการจีนอาจตั้งใจปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าขึ้น เพื่อเป็น Cushion ต่อการส่งออกที่มีแนวโน้มแย่ลง จึงมองว่า เงินหยวนมีโอกาสอ่อนค่าแตะ 7.50 หยวนต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้
เงินเยนอาจเป็นเพียงสกุลหลักเดียวที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงไตรมาสสอง จากการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ หากเงินเฟ้อและค่าแรงญี่ปุ่นยังสูงตามที่คาด นอกจากนี้ มาตรการของ Trump อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นจำกัด เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่กว่า 39 ล้านล้านเยน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ รวมถึงคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน
ทั้งนี้ ในระยะสั้นหรือช่วงไตรมาสแรก เงินเยนน่าจะยังอ่อนค่าจากดัชนีเงินดอลลาร์ที่ยังแข็งค่าตามนโยบาย Fed ที่จะยังค่อนข้างตึงตัว (Hawkish) และกว่าที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยได้อาจต้องรอถึงเดือน เม.ย. เพื่อรอดูแนวโน้มการขึ้นค่าแรง (Shunto) ในประเทศ
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงครึ่งแรกของปี จากดอลลาร์ที่ยังแข็งค่า และนโยบายการเงินไทยที่ผ่อนคลายขึ้น โดยแรงกดดันด้านอ่อนค่าอาจมาจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าตามธีม US Exceptionalism ที่เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งกว่าประเทศหลักอื่น
อีกทั้งเงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากสกุลเงินอื่น เช่น เงินยูโรและเงินหยวน ทำให้บาทอ่อนค่าตาม สำหรับปัจจัยในประเทศที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าต่อได้มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่โตชะลอลงตามการบริโภคและส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอ จึงมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ดี มองว่ามีโอกาสที่เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐได้ ประกอบกับ Valuation ของเงินดอลลาร์ที่สูงมากแล้ว อีกทั้งมองว่าราคาทองอาจปรับสูงขึ้นได้ต่อ ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าที่กรอบ 33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ