เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กฎกระทรวง กำหนดแผงโซลาร์เซลล์ ต้องผ่าน มอก. ประกาศแล้ว มีผลวันนี้
News กฎกระทรวง กำหนดแผงโซลาร์เซลล์ ต้องผ่าน มอก. ประกาศแล้ว มีผลวันนี้
“ไมเนอร์” พลิกธุรกิจอาหาร ผนึกบิ๊กคอร์ปสปีดสาขา
Business “ไมเนอร์” พลิกธุรกิจอาหาร ผนึกบิ๊กคอร์ปสปีดสาขา
สมช.จับตา สหรัฐ-อิหร่าน ปะทุซ้ำกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยมีพลังงานสำรอง
Politics สมช.จับตา สหรัฐ-อิหร่าน ปะทุซ้ำกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยมีพลังงานสำรอง
แฮก Binance เสียหายทะลุ 2 แสนล้าน โยง ‘เกาหลีเหนือ’
Tech แฮก Binance เสียหายทะลุ 2 แสนล้าน โยง ‘เกาหลีเหนือ’
ผวาน้ำท่วมซ้ำฉุดเที่ยวหาดใหญ่ ยอดจองโรงแรมรับไฮซีซั่นเหลือ 10%
เศรษฐกิจภูมิภาค ผวาน้ำท่วมซ้ำฉุดเที่ยวหาดใหญ่ ยอดจองโรงแรมรับไฮซีซั่นเหลือ 10%
ก.ล.ต. เกาะติดไซเบอร์ Binance! ZIGA ยันบิตคอยน์อยู่ครบ ด้าน BTC เร่งตรวจสอบสินทรัพย์
Finance ก.ล.ต. เกาะติดไซเบอร์ Binance! ZIGA ยันบิตคอยน์อยู่ครบ ด้าน BTC เร่งตรวจสอบสินทรัพย์
ธอส. โชว์ผลงาน 9 เดือน ปี’69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.8 แสนล้าน คาดทั้งปีได้ตามเป้า
Finance ธอส. โชว์ผลงาน 9 เดือน ปี’69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.8 แสนล้าน คาดทั้งปีได้ตามเป้า
เดือนหน้าชง ครม. เกณฑ์ ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ตั้งเป้า 5 ปี ลด 3 หมื่นคน
Politics เดือนหน้าชง ครม. เกณฑ์ ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ตั้งเป้า 5 ปี ลด 3 หมื่นคน
Krungthai COMPASS ชี้ MPI ปรับใหม่ดันจีดีพีไทยปี’69 เพิ่มเป็น 2.6%
Finance Krungthai COMPASS ชี้ MPI ปรับใหม่ดันจีดีพีไทยปี’69 เพิ่มเป็น 2.6%
ขนส่งฯ ยันไม่ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ แจงเกณฑ์ตรวจสุขภาพใช้เฉพาะขอใหม่วัย 55+
News ขนส่งฯ ยันไม่ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ แจงเกณฑ์ตรวจสุขภาพใช้เฉพาะขอใหม่วัย 55+
ดูทั้งหมด

แห่ซื้อหุ้นคืนสู้วิกฤตราคาดิ่ง โลกป่วนธุรกิจชะลอลงทุน-เงินสดล้น

05 ก.พ. 2568 | 11:03น.
บจ. ซื้อหุ้นคืน
อัพเดตล่าสุด 5 ก.พ. 2568 เวลา 11.03 น.

บจ.ใหญ่แห่ประกาศ “ซื้อหุ้นคืน” บริหารสภาพคล่อง-แก้วิกฤตราคาหุ้นดิ่ง บล.หยวนต้า เผย ปัจจัยเสี่ยงความไม่แน่นอนสงครามการค้าทรัมป์ 2.0 กดดันชะลอการลงทุนใหม่ “เงินสดเต็มมือ” ตัวเร่ง บจ.ซื้อหุ้นคืน เอเซียพลัสชี้ปี’68 บริษัทแห่ซื้อคืนสถิติสูงสุด เปิดข้อมูล บจ. 422 แห่ง 60% ของบริษัทใน SET ราคาหุ้นต่ำกว่าบุ๊กแวลู บล.กรุงศรีลุ้น 8 หุ้นบิ๊กแคปกลุ่มพลังงาน-ธนาคาร-ปิโตรฯ มีโอกาสเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน ตลท.หนุนเครื่องมือช่วยธุรกิจฟื้นตัว

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สัญญาณบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เร่งประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เริ่มเห็นเทรนด์นี้มาตั้งแต่ปี 2567 แต่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลาง ๆ

โดยปี 2568 คาดว่ามีโอกาสจะเห็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จะเร่งซื้อหุ้นคืนกันมากขึ้น โดยถูกกระตุ้นจากที่ บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนด้วยวงเงิน 21,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2570 โดยจะเริ่มซื้อหุ้นคืนครั้งแรกด้วยวงเงิน 7,000 ล้านบาท จำนวนหุ้นไม่เกิน 3,500 ล้านหุ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.-1 ส.ค. 2568

ทรัมป์ป่วนธุรกิจไม่ลงทุนใหม่

นายณัฐพลกล่าวว่า จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่อาจทำให้บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจลงทุนใหม่ จึงทำให้จะมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ภายในบริษัทค่อนข้างมาก ดังนั้นหากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นก็สามารถจ่ายคืนในรูปเงินปันผล หรือประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีเงินสดเหลืออยู่มาก ๆ

โดยข้อดีของการซื้อหุ้นคืนก็คือ เป็นการลดจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาดและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ และถือเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนในตลาดทราบว่าตอนนี้ราคาหุ้นของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากเกินไปจากภาวะตลาดหุ้นไทยไม่ดี และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนด้วย นอกจากนั้นการซื้อหุ้นคืนยังส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นได้

“หุ้นไทยต้องยอมรับว่า ROE เป็นจุดอ่อน เพราะค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบตลาดหุ้นอื่น ๆ” นายณัฐพลกล่าว

ทั้งนี้ ประเมินบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน จากที่มีเงินสดในมืออยู่ค่อนข้างมาก และราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Price to Book Value) อยู่ค่อนข้างมากนั้น ประกอบด้วย 1.บมจ.บีซีพีจี (BCPG) และ 2.บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 3.บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) 4.บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ขณะที่บริษัทขนาดเล็ก อาทิ บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) และ บมจ.เบริล 8 พลัส (BE8)

แห่ซื้อหุ้นคืนทำสถิติ

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถิติการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนไทย ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา (2543-2568) พบว่าในปี 2567 มีการซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยมีทั้งหมด 22 บริษัท จำนวน 1,441 ทรานแซกชั่น มูลค่าที่ซื้อหุ้นคืน 12,964 ล้านบาท รองจากปี 2563 (ช่วงโควิด) ที่มีมูลค่าการซื้อหุ้นคืน 22,671 ล้านบาท ส่วนปี 2568 คาดว่ามีโอกาสจะเห็นมูลค่าการซื้อหุ้นที่มากกว่าปี 2567 เพราะ TTB รายเดียวก็มีมูลค่า 7 พันล้านบาทแล้ว

“ปีที่มีการประกาศซื้อหุ้นคืนมากนั้นจะเป็นปีที่เกิดวิกฤต ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่ดี และมีปัจจัยเสี่ยงกดดันเยอะ และตลาดหุ้นลงหนักเกินไป ทำให้ธุรกิจที่มีเงินสดในมือมาก ๆ และยังไม่กล้าลงทุนใหม่ ก็อาจใช้จังหวะนี้มาซื้อหุ้นคืน เพราะด้วย Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่ค่อนข้างถูก จากเมื่อปี 2567 SET Index เฉลี่ยอยู่ที่บริเวณ 1,400-1,500 จุด ขณะที่เปิดต้นปี 2568 อยู่ที่ 1,300 จุด” นายภราดรกล่าว

ประกอบกับตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นวัฏจักร ซึ่งกำไรจะมีความผันผวน ถ้าพิจารณาอัตราส่วนราคาหุ้นต่อยอดขาย (P/S) ปกติเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 1.04 เท่า แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 0.88 เท่า ก็สะท้อนว่าในมุม Valuation ตลาดถูกกว่าทั้งปีที่แล้ว ดังนั้นเชื่อว่าปีนี้มีโอกาสจะเห็นการซื้อหุ้นคืนที่มากขึ้น

หุ้นต่ำกว่าบุ๊กแวลู 422 บริษัท

นายภราดรกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะหุ้นในดัชนี SET100 ที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) ถึง 40 บริษัท และหุ้นในดัชนี SET ทั้งหมด 705 บริษัท มีหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 422 บริษัท หรือคิดเป็น 60% ของบริษัทใน SET ก็เชื่อว่าบริษัทที่มีเงินสดเหลืออยู่มาก มีโอกาสจะเห็นการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมมากขึ้น ประกอบกับด้วย Valuation ที่ถูกอาจจะจูงใจให้นักลงทุนที่เน้นลงทุนระยะกลางถึงยาวกลับเข้ามาสะสมหุ้นเพิ่มเติมมากขึ้นด้วย

ตัวช่วยฟื้นความเชื่อมั่น

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากแนวทางของรัฐบาลในระยะถัดไปมีการสนับสนุนการซื้อหุ้นคืน หากธุรกิจนั้นมีกระแสเงินสดที่มั่นคง และมีราคาหุ้นที่ตกต่ำเกินจริง โดยการประกาศซื้อหุ้นคืนจะเป็นตัวช่วยในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจฟื้นตัวขึ้นได้ โดยจะเห็นว่าในต่างประเทศก็มีการประกาศซื้อหุ้นคืน เช่น Apple หรือแม้กระทั่ง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ก็เคยมีประกาศซื้อหุ้นคืนในบริษัท Berkshire Hathaway

อย่างไรก็ตาม หากกระแสเงินสดของบริษัทนั้นไม่ได้มีความมั่นคงมากพอ การประกาศซื้อหุ้นคืนอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากจะทำให้บริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องได้ และหากบริษัทมีราคาหุ้นที่สูงเกินความเป็นจริงอาจสร้างภาพของ Overvalued ให้กับมูลค่าหุ้นได้

8 หุ้นบิ๊กแคปมีลุ้นซื้อหุ้นคืน

นายกรภัทรระบุว่า ประเมินกระแสการเก็งกำไรหุ้นในตลาดที่มีแนวโน้มจะซื้อหุ้นคืน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง หลัง TTB นำร่องประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 2.1 หมื่นล้านบาท หากอิงเกณฑ์ที่ฝ่ายกลยุทธ์ใช้คัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสซื้อคืนในลำดับถัดไป จะเป็นหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า มีสภาพคล่องมากพอซื้อคืนมากกว่า 5% ของมูลค่าตลาด รวมทั้งมีสภาพคล่องเข้าเกณฑ์ของตลาด และมีสภาพคล่องเพียงพอชำระหนี้ครบกำหนดในอีก 1 ปี (ตลาดกำหนด 6 เดือน) และมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรในงบเดี่ยวเพียงพอรองรับการซื้อคืน

จะพบว่ามีหุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มพลังงาน, ธนาคาร และปิโตรเคมี ที่มีโอกาสเห็นการซื้อคืนจำนวน 8 บริษัท ประกอบด้วย 1.บมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งมี P/BV ที่ระดับ 0.79 เท่า 2.SCB ที่มี P/BV ที่ระดับ 0.85 เท่า 3.KBANK) มี P/BV ที่ระดับ 0.67 เท่า 4.บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) มี P/BV ที่ระดับ 0.71 เท่า 5.บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มี P/BV ที่ระดับ 0.53 เท่า 6.บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มี P/BV ที่ระดับ 0.37 เท่า 7.บมจ.ไทยออยล์ (TOP) มี P/BV ที่ระดับ 0.36 เท่า และ 8.บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ที่มี P/BV ที่ระดับ 0.8 เท่า

หามาตรการกระตุ้น บจ.

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ติดตามแนวโน้ม บจ.ที่หันมาซื้อหุ้นคืนอยู่ ซึ่งสนับสนุนการใช้เครื่องมือนี้ เพราะถือเป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องของบริษัท โดยเฉพาะช่วงดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงมาก ซึ่งก็สมเหตุสมผลเพราะหลายหุ้นมีพื้นฐานดี แต่ราคาหุ้นลงจากแรงกดดันของตลาดในภาพรวม ซึ่งก็จะช่วยเพิ่ม Value ให้ธุรกิจฟื้นตัวขึ้นได้

โดยก่อนหน้านี้ นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สถิติพบว่ากว่า 50% ของบริษัทจดทะเบียน 900 แห่ง มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) ซึ่งถือว่ายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โดย บจ.เหล่านี้มีฐานะการเงินดี แต่ไม่ขยายธุรกิจ (Lazy Balance Sheets) โดยมีแนวนโยบายที่จะหามาตรการจูงใจเพื่อมากระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนคิดพัฒนาเพิ่มศักยภาพและเพิ่มมูลค่าบริษัท เพราะหลายบริษัทมีทุน มีสินทรัพย์ แต่ไม่ได้ทำให้มีมูลค่าเพิ่ม

บจ.เงินสดเหลือเยอะ

นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ 1 และดูแลสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวต่อว่า ในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่บริษัทจดทะเบียนประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนจำนวนมากพอสมควร เพราะเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นของแต่ละบริษัทดูแล้วน่าสนใจเข้าลงทุนเพราะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ทำให้บริษัทที่มีเงินสดเหลือมากจะใช้เครื่องมือนี้ในการให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น แทนการจ่ายเป็นเงินปันผล โดยเครื่องมือนี้ในญี่ปุ่นจะค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก

“อย่างไรก็ดี การซื้อหุ้นคืนต้องซื้อในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่นึกจะซื้อก็ซื้อเพื่อไปพยุงราคา แต่มีกระบวนการที่ต้องขอมติคณะกรรมการบริษัท และมีเกณฑ์กำหนดราคาอยู่ว่าห้ามซื้อไม่เกินกว่าราคาตลาดย้อนหลัง 115% และราคาขายไม่เกิน 85% นอกจากนั้นยังต้องถือหุ้นไว้อย่างน้อย 6 เดือน เพราะฉะนั้นจะเหมาะกับบริษัทที่มีเงินสดเหลือเยอะ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน บางบริษัทที่แม้จะชะลอลงทุนใหม่ ก็อาจจะเก็บเงินสดไว้ในมือก่อนเพื่อรอดูจังหวะ” นายอำนวยกล่าว

TTB เพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB กล่าวว่า การประกาศซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุน (Capital Management) โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตามการลดลงของมูลค่าทางบัญชีในส่วนของผู้ถือหุ้นและการลดลงของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เทียบกับระดับ ROE ในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2567 ที่ 9% และ EPS ที่ 0.22 บาท ขณะที่ประเมินว่าอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงสูงกว่า 19% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการเติบโตสินเชื่อตามแผนธุรกิจ

ทีทีบี ตั้งเป้าปี’69 ดัน ROE 10%

นักลงทุนสัมพันธ์ TTB เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2568-2570 นั้น เป็นแผนงานด้านการบริหารเงินส่วนทุน (Capital Management) ของธนาคาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ภายในปี 2569 อยู่ที่ 10% จากปี 2567 อยู่ที่ 9%

ทั้งนี้ เป้าหมายการเพิ่ม ROE ให้ไปถึง 10% สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การเพิ่มอัตราเงินปันผล ซึ่งธนาคารได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่จากช่วงก่อนควบรวมกิจการ หลังควบรวม และช่วงโควิด-19 โดยเพิ่มอัตราเงินปันผลจากระดับ 35% มาเป็น 60% ถือเป็นสเต็ปแรกที่ธนาคารได้ดำเนินการแล้ว และโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นวิธีต่อมาที่ธนาคารได้ดำเนินการ เนื่องจากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ขั้นที่ 1 (Tier1) อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าอุตสาหกรรม หากไม่ทำอะไรเลยจะทำให้ ROE ปรับลดลง

อย่างไรก็ดี ภายใต้อัตราการจ่ายเงินปันผล 60% จะเห็นว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 40% ธนาคารยังคงดำเนินแผนการเติบโต ทั้งการลงทุน และการเติบโตของสินเชื่อ แต่ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน การเติบโตสินเชื่อยังคงมีความท้าทาย จะเห็นว่าหลายธนาคารอัตราการเติบโตสินเชื่อไม่ได้สูงมาก ทำให้ความต้องการเงินทุนจำนวน เพื่อจะโตสินเชื่อในอัตรา 5-10% เหมือนในอดีตมีน้อยลง

ขณะเดียวกัน สินเชื่อธนาคารมุ่งเน้นจะเป็นสินเชื่อรายย่อยที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งมีการชำระคืนหนี้ในทุกเดือนหมุนเป็นสภาพคล่องกลับมา จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินทุนน้อยลง เมื่อเทียบกับสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งกินเงินทุนที่สูงกว่า ทั้งนี้ ในปี 2568 ธนาคารยังตั้งเป้าหมายการเติบโตสินเชื่ออยู่ในอัตรา 0-2% ถือเป็นการเติบโตไม่ได้สูงมาก จึงไม่ต้องการเงินทุนจำนวนสูงมาก

ดังนั้น ในปี 2567 ธนาคารมีกำไรอยู่ที่ราว 2.1 หมื่นล้านบาท หากหักอัตราการจ่ายเงินปันผล 60% หรือราว 1.2-13 หมื่นล้านบาท ธนาคารยังคงมีเงินเพียงพอและมีศักยภาพในการเติบโตสินเชื่อ เพราะธนาคารเน้นโตรายย่อยมีหลักประกัน ซึ่งไม่กินทุนเท่าไร

เตือนระวัง “หนี้สินต่อทุน” เพิ่ม

แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่บริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนนอกจากเป็นการส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นต่ำเกินไป ในภาวะที่ดัชนีตลาดปรับลดลงต่ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับโครงสร้างทางการเงิน ในช่วงที่บริษัทมีกำไรสะสม หรือเหลือเงินสดในมือมากเกินไป และยังไม่มีความจำเป็นที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ลงทุน ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะนำเงินที่เหลือมาซื้อหุ้นคืน

เพราะการซื้อหุ้นคืนยังสามารถทำให้อัตราส่วนทางการเงินดูดีขึ้น เนื่องจากเป็นการลดจำนวนหุ้นในตลาด ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ลดลง ซึ่งส่งผลต่ออัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ เช่น EPS, ROE, P/E และ DPS เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังของการซื้อหุ้นคืนคือจะทำให้ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้น ทำให้อาจกระทบต่อความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน และข้อจำกัดในการขยายธุรกิจในอนาคต เพราะบริษัทเลือกนำเงินมาซื้อหุ้นคืน แทนที่จะนำไปลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ซึ่งก็อาจส่งผลต่ออัตราการเติบโตในอนาคตได้

19 บริษัทลุยซื้อหุ้นคืน 3 หมื่น ล.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับจากช่วงไตรมาส 3/ 2567 จนถึง 30 ม.ค. 2568 มีบริษัทจดทะเบียนประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนแล้วจำนวน 19 บริษัท โดยอนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนรวมทั้งสิ้น 32,631 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.TTB ประกาศซื้อคืน 3,500 ล้านหุ้น ช่วงเวลา 3 ก.พ.-1 ส.ค. 2568 วงเงินมูลค่า 7,000 ล้านบาท จากวงเงินอนุมัติซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 21,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี

2.TU ประกาศซื้อคืนรวม 200 ล้านหุ้น มูลค่า 3,000 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 2 ม.ค.-30 มิ.ย. 2568

3.CK ประกาศซื้อคืนรวม 130 ล้านหุ้น มูลค่า 3,000 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 2 ธ.ค. 2567-1 มิ.ย. 2568

4.TOA ประกาศซื้อคืนรวม 60 ล้านหุ้น มูลค่า 1,300 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 11 ธ.ค. 2567-10 มิ.ย. 2568

5.KKP ประกาศซื้อคืนรวม 22 ล้านหุ้น มูลค่า 950 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 28 ส.ค. 2567-27 ก.พ. 2568

6.TQM ประกาศซื้อคืนรวม 30 ล้านหุ้น มูลค่า 700 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 2 ม.ค.-30 มิ.ย. 2568

7.SNNP ประกาศซื้อคืนรวม 40 ล้านหุ้น มูลค่า 640 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 23 ธ.ค. 2567-20 มิ.ย. 2568

8.DCC ประกาศซื้อคืนรวม 250 ล้านหุ้น มูลค่า 500 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 13 ส.ค. 2567-12 ก.พ. 2568

9.EKH ประกาศซื้อคืนรวม 63.49 ล้านหุ้น มูลค่า 400 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 13 ม.ค.-11 ก.ค. 2568

10.SMT ประกาศซื้อคืนรวม 80 ล้านหุ้น มูลค่า 250 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 14 พ.ย. 2567-13 พ.ค. 2568

11.RPH ประกาศซื้อคืนรวม 35 ล้านหุ้น มูลค่า 200 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 13 ธ.ค. 2567-13 มี.ค. 2568

12.BM ประกาศซื้อคืนรวม 55 ล้านหุ้น มูลค่า 170 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 20 ส.ค. 2567-19 ก.พ. 2568

13.SUSCO ประกาศซื้อคืนรวม 50 ล้านหุ้น มูลค่า 155 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 10 ม.ค.-9 ก.ค. 2568

14.SONIC ประกาศซื้อคืนรวม 75 ล้านหุ้น มูลค่า 120 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 15 พ.ย. 2567-12 มิ.ย. 2568

15.SNP ประกาศซื้อคืนรวม 7 ล้านหุ้น มูลค่า 100 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 20 พ.ย. 2567-19 พ.ค. 2568

16.PJW ประกาศซื้อคืนรวม 20 ล้านหุ้น มูลค่า 50 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 16 ธ.ค. 2567-13 มิ.ย. 2568

17.SEAFCO ประกาศซื้อคืนรวม 25 ล้านหุ้น มูลค่า 50 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 20 ส.ค. 2567-20 ก.พ. 2568

18.DDD ประกาศซื้อคืนรวม 2 ล้านหุ้น มูลค่า 30 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 19 ธ.ค. 2567-18 มิ.ย. 2568

19.MOONG ประกาศซื้อคืนรวม 33.6 ล้านหุ้น มูลค่า 16.8 ล้านบาท ช่วงระยะเวลา 20 ส.ค. 2567-19 ก.พ. 2568