เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ : ความจริงที่โหดร้าย-ความรู้สึกที่สิ้นหวัง “หุ้นไทย” แย่สุดในโลก

02 มี.ค. 2568 | 08:46น.

ดร.นิเวศน์ ต้นแบบนักลงทุนวีไอ เผย ความจริงที่โหดร้าย-ความรู้สึกที่สิ้นหวัง “ดัชนีตลาดหุ้นไทย” แย่ที่สุดในโลก แนะสูตรลงทุนโดยใช้ “Rule of Thumb” หรือ “กฎหัวแม่มือ” เน้นความปลอดภัยสูงในยามที่โลกปั่นป่วน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า ครบ 2 เดือนของปี 2568 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,204 จุด หรือตกลงไปประมาณ 14% ซึ่งก็เป็นตลาดหุ้นที่ “แย่ที่สุดในโลก” นับจากต้นปี ราคาของหุ้นจำนวนมาก รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดตกลงมาแรงมาก บางตัวระดับหายนะแบบ “คอร์เนอร์แตก”

การตกลงมาของหุ้นนั้น ดูเหมือนจะไม่เลือกว่าเป็นหุ้นแบบไหน และบางทีก็ไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุใดชัดเจน ตัวอย่างเช่น เรื่องของผลประกอบการ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อการขึ้นหรือลงของราคาหุ้น หุ้นที่ผลประกอบการตกต่ำลงมากนั้น ราคาก็มักจะ “ถล่ม” ทันที แต่หุ้นบางตัวที่มีผลประกอบการที่ดี บางทีดีมากจนน่าประทับใจ แต่หุ้นก็ยังตกลงไปอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อมีการประกาศผลประกอบการ

นั่นเป็น “ความจริงที่โหดร้าย” สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนโดยอิงกับพื้นฐานของกิจการ รวมถึงเหล่า VI ที่ประเมินและคาดการณ์ผลการดำเนินการของบริษัท และมักจะจดจ้องกับการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัททุกไตรมาส ถ้าประกาศออกมาดีตอนปิดตลาด ปกติพวกเขาก็จะมีความสุขและนอนหลับสบายทั้งคืนและบางทีก็ฝันว่า “พรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์หนอ?”

แต่เมื่อตลาดเปิด สิ่งที่พบกลับกลายเป็นว่าราคาหุ้นร่วงลงไปแรง ทั้ง ๆ ที่ 2 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นก็ทยอยตกลงมาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว บางทีการประกาศผลประกอบการที่ดี อาจจะทำให้มีคนสนใจเข้ามาไล่ราคากันมาก และนั่นอาจจะเป็นโอกาสที่คนที่ “จ้องขายหุ้น” ตัวนั้นมาอย่างต่อเนื่อง ถือโอกาส “เทขาย” หุ้นจำนวนมากจนทำให้ราคาหุ้นตกลงไปทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการดูดีหรือดีมากก็ได้

อาการของการที่หุ้นมีข่าวดี ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลประกอบการที่ดีหรือมีเรื่องราวดีดี หรือแม้แต่ข่าวในภาพใหญ่ เช่น การประกาศลดดอกเบี้ยอ้างอิง แล้วตลาดหุ้นโดยรวมกลับตกลงไปนั้น ทำให้นักลงทุนจำนวนมากรู้สึก “เจ็บปวด” และ “สิ้นหวัง” เพราะเขาไม่รู้ว่าอะไรจะทำให้หุ้นเขาขึ้นได้ ถ้าไม่ใช่ผลประกอบการหรือข่าวดีของเศรษฐกิจที่จะทำให้บริษัทดีขึ้นไปในอนาคต ในใจของเขานั้น คงมีคำถามที่เขาตอบไม่ได้ว่า “รออะไรอยู่?” หรือ “หวังอะไร?” จากการถือหุ้นลงทุน ควรจะขายหุ้นหรือซื้อหุ้นในช่วงแห่งความโหดร้ายหรือสิ้นหวังนี้?

แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ผมอยากบรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเร็ว ๆ นี้ก่อน เพื่อให้เราเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและเราควรปฏิบัติหรือตอบสนองอย่างไรที่จะไม่ทำให้เราเสียหายจากสถานการณ์ของตลาดหุ้นที่กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ – จากการ “เก็งกำไร” อย่างรุนแรง เป็นการลงทุนแบบที่เรียกว่า “VI” จริง ๆ ที่เน้นการลงทุนระยะยาว ที่ไม่ได้สนใจเรื่องราวสั้น ๆ และแม้แต่ผลประกอบการสั้น ๆ แค่รายไตรมาสหรือแม้แต่รายปี

ประเด็นแรกก็คือ นโยบายรัฐที่มีการประกาศออกมาหรือที่คาดว่าจะมีมาตรการส่งเสริมตลาดหุ้นออกมานั้น แทบจะไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้น อุตสาหกรรมหรือตัวหุ้นเลย บางทีหรือบ่อยครั้งตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นพอสมควร เพราะนักลงทุน “มีความหวัง” ว่าโครงการจะแก้ปัญหาที่ทำให้หุ้นตกต่ำได้ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันหรือแค่เดือนสองเดือน ตลาดก็มักจะตกลงไปที่เดิมหรือต่ำกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น การตั้งกองทุนวายุภักษ์เพื่อให้เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อพยุงราคา เป็นต้น

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่นักธุรกิจและนักลงทุนเรียกร้องกันมากนั้น เคยทำมาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อนและที่เพิ่งจะประกาศลดอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนว่าแทบไม่มีผลต่อราคาหรือดัชนีหุ้นเลย จริงอยู่ หุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวอาจจะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งก็ทำให้หุ้นบางกลุ่มขึ้นและบางกลุ่มลง โดยรวมแล้วก็อาจจะทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปได้บ้าง แต่ผ่านไปเพียง 2-3 วัน ดัชนีก็กลับมาที่เก่า แน่นอนว่าในภาคของเศรษฐกิจจริงก็คงมีผลอยู่บ้าง แต่ในตลาดหุ้นของไทยวันนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ลงมาแค่นี้ ไม่มีทางที่จะไปคัดง้างประเด็นอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่าได้

การประกาศกำไรรายไตรมาสหรือรายปีของบริษัทจดทะเบียนที่ดีหรือเลวร้ายนั้น แน่นอนว่าต้องมีผลต่อราคาหุ้นในทางทฤษฎี ว่าที่จริงคำว่า “กำไรเป็นพ่อของทุกสถาบัน” หรือเป็น “เจ้ามือตัวจริง” นั้น ในอดีตที่การเก็งกำไรในตลาดหุ้นสูงมาก และ/หรือมีการปั่นหุ้นโดยการคอร์เนอร์หุ้นจำนวนมาก กำไรที่ประกาศออกมาดีนั้น การันตีได้เลยว่าหุ้นจะต้อง “วิ่งระเบิด” โดยเฉพาะหุ้นที่เรียกว่าหุ้น Growth หรือหุ้นโตเร็วที่เป็นหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนส่วนบุคคล

แต่ในช่วงแห่งการ “เปลี่ยนผ่าน” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตัวเลขและอัตราการเติบโตของกำไรอาจจะไม่มีความหมาย ต่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 30% แต่ถ้าค่า PE ของหุ้นยังสูงลิ่วระดับเกิน 50-60 เท่า ขึ้นไป หุ้นก็ตก เพราะนักลงทุนอาจจะมองว่าอนาคตกำไรคงจะเติบโตช้าลง อานิสงส์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ค่า PE ที่สูงในระดับนั้นก็จะต้องลดลง ซึ่งนั่นก็คือ ราคาหุ้นจะต้องตกลงมา กำไรที่เพิ่มขึ้น 30% ก็เอาไม่อยู่

ว่าที่จริง “หุ้นโตเร็ว” หลายตัวนั้น กำไรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจจะประมาณไม่เกิน 10% จากปีก่อน แต่ราคาหุ้นกลับ “ทิ้งดิ่ง” แทบจะเป็นหายนะ เพราะค่า PE ที่สูงลิ่ว 40-50 นั้น นักลงทุนมองว่าอยู่ไม่ได้อีกต่อไป บริษัทเปลี่ยนไปแล้ว จากกิจการที่โตเร็ว กลายเป็นกิจการที่โตช้าหรืออิ่มตัว ค่า PE จะต้องปรับลงมาเหลือแค่อย่างมากก็ 20 เท่า เป็นต้น

หุ้นของกิจการที่อิงกับเทคโนโลยี หุ้นพลังงาน หรือหุ้นเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับความสวยงาม เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจและได้คุณค่าสูงจากนักลงทุนที่ “ก้าวหน้า” มองไปถึงอนาคตที่สดใสของธุรกิจที่จะเติบโตเร็วขึ้น และที่ผ่านมาราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นสะท้อนกับความสนใจนั้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผลประกอบการที่ผ่านมาก็เติบโตดีมาก อย่างไรก็ตาม หุ้นก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ จนมีค่า PE เทียบเท่ากับบริษัท “ระดับโลก” ทั้ง ๆ ที่กิจการก็เพียงแค่เป็นผู้ผลิตหรือนำความรู้หรืออุปกรณ์ไฮเท็คเข้ามาใช้

นาทีนี้เมื่อทุกอย่างเริ่ม “เย็นลง” หุ้นเทคระดับโลกก็ปรับตัวลงโดยธรรมชาติเมื่อความกระตือรือร้นเริ่มจางลง รวมถึงผลประกอบการที่ออกมาที่ไม่ได้โดดเด่นมากอย่างที่เคย นักลงทุนต่างก็ลดความเสี่ยงโดยการขายหุ้นที่อาจจะมีกำไรสูงลิ่ว พวกเขากลัวว่า “เดี๋ยวคอร์เนอร์จะแตก” จะขายไม่ทัน และนั่นก็อาจจะทำให้คอร์เนอร์แตกทันทีเมื่อมีการประกาศผลประกอบการทั้ง ๆ ที่กำไรก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายมาก แต่ค่า PE ที่สูงถึง 50-60 เท่าขึ้นไปในยามนี้ราคาหุ้นจะอยู่ได้อย่างไร?

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ เรื่องความหวังว่านักลงทุนต่างประเทศจะนำเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากที่ขายสุทธิติดต่อกันมานับ 10 ปี เป็นเงินกว่าล้านล้านบาท นักวิเคราะห์ไปพูดถึงประเด็นที่ว่านักลงทุนสถาบันใหญ่ ๆ ของโลกหลังจากนี้ที่ได้กำไรจากตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะโยกเงินมาตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงไทย ซึ่งก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น ว่าที่จริงในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็มีบางวันที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พวกเขาเข้ามาวันสองวันแล้วก็มักจะออกไปสองสามสัปดาห์ในปริมาณที่มากกว่ามาก ดังนั้นอย่าไปหวังอะไรจากนักลงทุนต่างชาติที่เขาน่าจะยังไม่เห็นว่าจะมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยเหตุผลใด?

สำหรับประเด็นนี้ผมเองได้รับข้อมูลมาว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีการจัด “งานสัมมนาการลงทุนประจำปี” ที่เวียดนาม มีคนเข้าร่วม 550 คน จาก 300 กว่ากองทุน ในขณะที่งานแบบเดียวกันของไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีคนมา 100 คน และมีกองทุนต่างประเทศเพียง 50 กอง เพราะฉะนั้น ปีนี้นักลงทุนต่างประเทศก็น่าจะยังคงขายหนักอีกเช่นเคย อย่าไปหวังเลยว่าจะมา

มาถึงประเด็นสุดท้าย แล้วตกลงเราจะเลือกลงทุนในหุ้นแบบไหนและตัวไหน?

คำตอบของผมคงจะใช้ “Rule of Thumb” หรือ “กฎหัวแม่มือ” มาตอบนั่นก็คือ เป็นเกณฑ์แบบคร่าว ๆ ง่าย ๆ ที่พอจะนำไปประเมินว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นควรมีมูลค่าที่เหมาะสมไม่เกินกี่บาท โดยใช้สูตรความถูกความแพงที่อิงกับค่า PE ของหุ้นแต่ละตัว โดยที่การประกาศงบหรือข่าวดีต่าง ๆ ที่อาจจะเข้ามานั้น เป็นประเด็นที่แทบไม่ถูกนำมาใช้ ยกเว้นแต่ว่ากำไรที่ประกาศออกมานั้นจะถูกนำมาคำนวณหาค่า PE เท่านั้น

สูตรของผมก็คือ หุ้นที่มีคุณภาพปานกลาง มีขนาดใหญ่พอและอยู่ในธุรกิจมานาน ไม่ถูก ดิสรัปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ตัวอย่างเช่น หุ้นแบงก์และสถาบันการเงินทั้งหลาย ถ้ามีค่า PE ปกติไม่เกิน 10 เท่าเศษ ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ลงทุนได้ ถ้าเกินไปในระดับ 15 เท่า ต้องถือว่าแพงมากก็ขายทิ้ง ไม่ต้องดูว่ากำไรล่าสุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วยซ้ำ

หุ้นที่ค่อนข้างดีในด้านของคุณภาพ คือเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งในระดับหนึ่งในช่วงเวลานี้ เช่น เป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการตลาดในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น สินค้าอุปโภคและบริโภคที่ขายให้กับคนทั่วไป แบบนี้ก็ให้ค่า PE ไม่เกิน 15 เท่า ถ้าจะซื้อลงทุน และก็ต้องเป็นค่า PE “ปกติ” ซึ่งเราต้องประเมินและอาจจะคำนวณได้ เช่น เอากำไร 5 ปีเฉลี่ยมาใช้ หรืออาจจะใช้ “กำไรต่อยอดขาย” ของอุตสาหกรรมมาคำนวณว่ากำไรควรจะเป็นเท่าไร เป็นต้น

สุดท้ายคือ หุ้นของกิจการที่โดดเด่นมาก มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน เป็นแนวซุปเปอร์สต๊อกที่ชัดเจน คู่แข่ง “แพ้ขาด” ไปแล้วและผู้เล่นใหม่ก็แทบจะเข้ามาแข่งไม่ได้ แบบนี้ก็ให้ค่า PE ไม่เกิน 20 เท่า

ทั้งหมดนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นเกณฑ์ที่อนุรักษนิยม เน้นความปลอดภัยสูงในยามที่โลกปั่นป่วนและวิกฤตอาจจะเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่นาน