เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข : แผ่นดินไหว 2 ครั้งที่กรุงเทพฯ !

06 เม.ย. 2568 | 19:23น.
ศ.ดร.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่ 2 ครั้งซ้อน จากกรณีแผ่นดินไหว (ของจริง) ส่งผลให้อาคารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่กำลังก่อสร้างพังถล่มลงมา แต่สิ่งที่พังถล่มมากกว่าตึก สตง. คือ ข้อกังขาเรื่องบริษัทที่ได้รับงานสัมปทานของรัฐบาล

และแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ หลังจากสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก กระทบสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐ ที่โดนภาษี 36% บวกกับภาษีพื้นฐาน 10%

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอบทความ “แผ่นดินไหว 2 ครั้งที่กรุงเทพ !” ตั้งคำถามถึงการรับมือของรัฐบาล ยามที่ต้องเผชิญหน้าแผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้ง

แผ่นดินไหว ห้องสอบของรัฐบาล

หากลองเปรียบเทียบถึงสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันแล้ว อาจกล่าวเสมือนหนึ่งว่า ไทยกำลังเจอกับแผ่นดินไหว 2 รอบ แผ่นดินไหวรอบแรกเป็นเรื่องทางธรรมชาติ ของปัญหาทางธรณีวิทยา แต่ในรอบ 2 เป็นเรื่องทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐมหาอำนาจใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา

ในทางรัฐศาสตร์ มักจะมีข้อสังเกตว่า ปัญหาของแผ่นดินไหวมักจะมีผลในทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ เพราะการเสียชีวิตของผู้คน ที่มาพร้อมกับการพังทลายของตึกรามบ้านช่องนั้น ย่อมเป็นปัญหาทางการเมืองในตัวเอง และยิ่งมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งมีผลทางการเมืองมากเท่านั้น

ข้อสังเกตเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะความสูญเสียทั้งชีวิต อาคารที่อยู่อาศัย และทรัพย์สินของผู้คนในสังคมนั้น เป็นความท้าทายโดยตรงต่อขีดความสามารถของรัฐ ซึ่งก็มีนัยของการเป็นประเด็นทางการเมืองในตัวเอง เช่น ในสังคมที่มีระบบจัดการปัญหาภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เมื่อเกิดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และมีผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน รัฐบาลมักจะไม่ตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองมากนัก เพราะปัญหาเช่นนี้ ถูกแก้ด้วยการบริหารจัดการในการรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่จะกล่าวว่า “การรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ” คือ กุญแจดอกสำคัญของการลดผลกระทบทางการเมืองจากปัญหาภัยพิบัติดังกล่าว เนื่องจากประสิทธิภาพของรัฐ จะเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงสถานะและขีดความสามารถของรัฐบาลในมุมมองของประชาชน หรืออาจกล่าวในมิติทางรัฐศาสตร์ได้ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีความเป็น “วิกฤต” ในตัวเองด้วย คือ “ห้องสอบ” ของรัฐบาล และคงไม่ผิดนักที่จะต้องกล่าวว่า คนที่ถูกจับให้ทำข้อสอบที่หนักที่สุด ก็คือตัวผู้นำประเทศนั่นเอง และในบริบทของไทยคือ ตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้นำประเทศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในความเป็นรัฐบาลที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ฉะนั้น วิกฤตเช่นนี้ในด้านหนึ่งจึงเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นขีดความสามารถของรัฐบาล หรือที่เรามักชอบพูดกันเสมอ

ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

ในยามที่ประเทศต้องเจอกับปัญหาใหญ่ว่า รัฐบาลต้อง “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ถ้ารัฐบาลสามารถทำได้จริงตามที่กล่าวแล้ว ผลที่ตามมาจะกลายเป็น “คะแนนเสียง” ทางการเมืองชุดใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า แต่ในอีกด้านของปัญหา อาจจะเป็นสภาวะกลับกันคือ “ทำโอกาสให้เป็นวิกฤต” เพราะโอกาสที่เปิดให้รัฐบาล โดยเฉพาะตัวผู้นำประเทศได้แสดงขีดความสามารถนั้น กลายเป็นวิกฤตไปเสียเอง เพราะรัฐบาลไม่มีขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดได้จริง หรือรัฐบาลไม่สามารถแสดงให้ประชาชนในประเทศเกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของรัฐบาล หรือของตัวผู้นำในการเป็นผู้แก้ไขปัญหาของประเทศในยามวิกฤต

ผลสืบเนื่องทางการเมืองจากสภาวะเช่นนี้ก็คือ วิกฤตที่เกิดขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของรัฐบาล หรือในบางประเทศ วิกฤตเช่นนี้คือ จุดเริ่มต้นของการประท้วงต่อต้านรัฐบาลนั่นเอง เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงขีดความสามารถของรัฐบาลในตัวเอง ที่เปิดประเด็นนำร่องมาอย่างยืดยาวในข้างต้นนั้น ก็เพื่อให้เห็นภาพทางรัฐศาสตร์ถึงผลของวิกฤตที่จะเกิดกับรัฐบาล หรือกับตัวผู้นำประเทศ

ผู้นำต้องกล้าเดินนำแก้วิกฤต

อย่างไรก็ตาม จะไม่มุ่งประเด็นในเรื่องของภัยทางธรรมชาติที่ทำให้ตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา และมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่อย่างน้อยในกรณีนี้ ก็ดูจะมีข้อวิจารณ์รัฐบาลอยู่พอสมควร และโอกาสที่เปิดรอให้รัฐบาลได้แสดงตนอย่างดีก็คือ การเข้ามาจัดการกับการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่และบุคคลสัญชาติไทย ตลอดรวมถึงการจัดการกับการแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มทุนจีน ที่ใช้ความเป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นทุนข้ามชาติจากจีน เข้ามาแสวงประโยชน์จากความอ่อนแอของรัฐไทย

ถ้าผู้นำรัฐบาลกล้าพอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสแล้ว การประกาศ “เดินนำ” ในการจัดการกับการคอร์รัปชั่นของข้าราชการไทย บุคคลสัญชาติไทย และบุคคลสัญชาติจีนที่เกี่ยวข้อง จะส่งผลให้ตัวนายกรัฐมนตรีมีภาพทางการเมืองของการเป็นผู้นำประเทศได้จริง เพราะคนในสังคมกำลังรู้สึกว่า “วิกฤตตึกถล่ม” กำลังวัดใจรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นที่เห็นได้ชัดจากภาพข่าวในกรณีนี้

แทบไม่ได้ยินมาตรการรับมือภาษี

ส่วนวิกฤตอีกชุด เป็นดัง “แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจการเมือง” อันเป็นผลจากการประกาศขึ้นกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ไม่มีประโยชน์ที่คนมีตำแหน่งในรัฐบาลจะออกมาอธิบายว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก… คำอธิบายเช่นนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ทุกคนในสังคมอยากรู้ว่า รัฐบาลจะนำเสนออะไรเป็นแนวทางในการแก้ปัญหากำแพงภาษีของทรัมป์

ถ้าคำตอบของรัฐบาลในการสู้กับมาตรการภาษีคือ การเปิดสถานบันเทิงกาสิโนแล้ว ก็ตอบได้ว่า รัฐบาลกำลังสร้าง “วิกฤตศรัทธา” ให้กับตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ เพราะขณะที่คนมีตำแหน่งในรัฐบาลไทยนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศด้วย “บ่อนกาสิโน” นั้น ผู้นำในประเทศเพื่อนบ้านกลับเสนอยุทธศาสตร์ และแนวทางที่พยายามสร้าง “อำนาจการต่อรอง” ให้ประเทศในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้อเสนอภาษีสินค้าสหรัฐนำเข้าเวียดนามที่ 0% หรือการออกมาสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในบ้านของผู้นำสิงคโปร์ เป็นต้น

แต่จนถึงวันนี้ เราแทบไม่ได้ยินมาตรการในการรับมือกับกำแพงภาษีของทรัมป์จากรัฐบาลไทยแต่อย่างใด… เราไม่เห็นภาพของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องเรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจ และทีมที่ปรึกษาในเรื่องนี้ (ถ้ายังมีสภาพจริง !) ในเรื่องบทความนี้เขียนในวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน ยังไม่เห็นภาพเช่นนั้น) ทั้งที่ผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์นั้น กำลังก่อวิกฤตกับเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือนักเศรษฐศาสตร์คนในมาอธิบาย

วิกฤตเศรษฐกิจโลกกำลังก่อตัว

ภาวะเช่นนี้กำลังเป็นคำตอบในตัวเองว่า วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ในเวทีโลกกำลังก่อตัวขึ้น พร้อมกับภาวะของ “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับจีน จะมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย และตอบได้ง่ายว่า เศรษฐกิจโลก 2568 ไม่มีทางที่จะสดใสอย่างแน่นอน พร้อมกับเศรษฐกิจไทยที่ก็มีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว

ฉะนั้น ปัญหาความท้าทายเฉพาะหน้าที่สำคัญ 2 ประการคือ 1.อะไรคือ “แนวทาง” ที่รัฐบาลโดยตัวนายกรัฐมนตรีจะบอกให้คนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทยเตรียมตัว และ 2.อะไรคือ “แนวคิด” เชิงนโยบายที่จะรับมือกับกำแพงภาษีของทรัมป์

การนำเสนอเช่นนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึง “การรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ” ของรัฐบาลต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น… วันนี้ ผู้คนในสังคมไทยจึงใจจดใจจ่ออย่างยิ่งที่จะได้ยินสิ่งเหล่านี้จากปากของนายกรัฐมนตรีเองในฐานะผู้นำประเทศ ไม่ใช่ในแบบแถลงการณ์

แต่ถ้าคิดอะไรไม่ออก… นายกรัฐมนตรีควรจะใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมของอเมริกันโชว์ทรัมป์ และประกาศซื้อเครื่องบินรบแบบ F-16 ของสหรัฐเพื่อเอาใจทรัมป์ไปเลย แทนที่จะปล่อยตามใจทหารแถวดอนเมือง ที่คิดได้แค่ซื้อเครื่อง “กริปเพน” ของสวีเดน หรือทหารแถววังเดิม ที่อยากซื้อ “เรือรบจีน” ไม่หยุด

การซื้ออาวุธวันนี้ต้องช่วยในการแก้ปัญหาประเทศ ไม่ใช่การซื้อตามใจผู้มีอำนาจในกองทัพ เพียงเพราะการวิ่งเต้นของพ่อค้าอาวุธ

แต่ถ้าดีที่สุด รัฐบาลอาจจะต้องยุติการใช้งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์กับการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตไปทั้งหมด เพราะสถานะทางเศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง