Skip to content

กนอ.ปรับยุทธศาสตร์ ดัน GDP-สกัด รง.ศูนย์เหรียญ

30 เม.ย. 2568 | 08:19น.
กนอ.ปรับยุทธศาสตร์ ดัน GDP-สกัด รง.ศูนย์เหรียญ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

การประชุมคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บอร์ด กนอ.) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีวาระสำคัญอะไร แต่ทุกครั้งจะมีการประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมล่วงหน้า บทสัมภาษณ์ของ “นายยุทธศักดิ์ สุภสร” ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือประธานบอร์ด กนอ. ที่ได้กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานะตอนนี้ว่า “ประเทศไทยโตช้าที่สุด” น่าจะมีเพียง “การลงทุน” เรื่องเดียวที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจ และประคับประคอง GDP ภายในประเทศให้ไม่ต่ำไปกว่านี้ได้

เกิดผู้เล่นรายใหม่

ประชุมบอร์ดเราต้องคุยกันทุกเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งปีนี้เราน่าจะเห็นจำนวนพื้นที่ที่เป็นรูปแบบของนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก และเรายังเพิ่มกระบวนการ ปรับขั้นตอนการอนุญาตในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมให้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องรอการเปลี่ยนสีของผังเมือง ซึ่งมันไม่ง่ายแต่มันก็ทำให้คนสนใจ คนไม่เคยทำนิคมอุตสาหกรรมมาก่อน อย่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) ที่โดดเข้ามาเล่นธุรกิจนี้ หรืออย่างกลุ่มสหพัฒน์ที่เขาสนใจทำนิคมอุตสาหกรรมเช่นกัน เราจะเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นในอนาคต

อยู่ที่ว่าเขาจะมีพื้นที่รึเปล่า เพราะอย่างน้อยที่สุดที่เราพิจารณาว่าลงทุนแล้วคุ้มค่าในทางธุรกิจ ต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 700 ไร่ แต่ปัจจุบันที่เป็นผืนเดียวกันมันก็ไม่ง่าย เพราะมันต้องมีการแบ่งพื้นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน กรีนโซนต่าง ๆ ด้วย น้อยเกินไปก็ไม่ดี แต่อย่างน้อยเราก็จะเห็นผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นมา ล่าสุดคือ นิคมอุตสาหกรรมอารยะภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ว่ามีการเพิ่มโซนต่าง ๆ เข้ามา หากเทียบกับในอดีตเราจะเห็นว่านิคมอุตสาหกรรมมันเป็นแค่โรงงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้มันจะมีมิติที่สมดุลด้านสิ่งแวดล้อมบวกเพิ่มเข้ามา เพราะโลกมันต้องเปลี่ยนไป ส่วนเรื่องนิคมอุตสาหกรรมบริการ อยู่ในแผนที่เราจะต้องทำและคุยกันอยู่ มันทำได้ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่อย่าไปโยงกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพราะมันไม่ใช่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับสิ่งนี้

EEC เหลือแค่ 20,000 ไร่

ส่วนการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ออกไปทางจังหวัดปราจีนบุรี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะตอนนี้พื้นที่ EEC ที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วนั้น มันเหลือแค่ประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งมันน้อยมาก แน่นอนว่าหากประกาศเขตพื้นที่ขยายปราจีนฯได้มากขึ้น มันก็จะมีการลงทุนตามมา

ถามว่าโอกาสที่เราจะลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมเองนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมันมีข้อจำกัดในเรื่องของการที่เราเป็นรัฐวิสาหกิจ การลงทุนอะไรต่าง ๆ มันต้องทำอะไรไว้ล่วงหน้า เช่น ผมไปจองที่ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว ซื้อที่ดินสมมุติว่าไร่ละ 1 ล้านบาท ผมทำเรื่องไปที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รอขั้นตอนอนุมัติ 2 ปี พอคนอื่นรู้ว่าเราซื้อที่ราคา 1 ล้าน เขาก็จะไปซื้อที่ดินแผนเดียวกับเรา คุยเจ้าของที่ดินให้ราคา 1.2 ล้านบาท

แน่นอนว่าเจ้าของที่เขาขายแน่เพราะไม่ต้องรอเวลาซื้อที่จากเราถึง 2 ปี พอถึงเวลาเราจะลงทุนมันถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับเจ้าของรายอื่นแล้ว มันจะถูกปั่นราคาขึ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องไปยกเลิกซื้อที่ดินที่จังหวัดระยอง และที่จังหวัดลำพูนไปถึง 2 แห่ง เพราะมันทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องเป็นแลนด์แบงก์ เราจึงต้องไปทำหน้าที่ “สนับสนุนให้เอกชนเปิดพื้นที่” ให้มากขึ้น

โรงงานศูนย์เหรียญ

เราพยายามให้กระบวนการจัดตั้งเขตประกอบการให้เร็วขึ้น ต้องทำกระบวนการอนุญาต EIA ให้เร็วขึ้น ถามว่าประเทศต้องการอะไร “ผมไม่ต้องการที่ดิน ผมต้องการนักลงทุน” ต้องการโรงงานอุตสาหกรรม ผมต้องการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน ตัวที่ติดผังเมืองเราก็ต้องมาเคลียร์กัน ผมเข้าใจเพราะทุกคนต่างถือกฎหมายกันคนละมือ แต่ถ้าเราคุยเพื่อให้ความเห็นมันตรงกันว่าเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต มันก็ต้องมานั่งคุยกัน หลายคนก็พูดว่า “ประเทศไทยโตช้าที่สุด” แล้วทำยังไงเราถึงจะโตเร็ว

ย้อนกลับไปเมื่อ “20-30 ปีที่แล้ว มันมาจากการลงทุนทั้งนั้น” ดูอย่างประเทศเวียดนาม เศรษฐกิจเขาโตก็มาจากการลงทุน ซึ่งหากมันติดที่กฎหมายจริง ๆ ขอ 2 ปีนี้ให้มันสั้นลงหน่อยได้ไหม เพราะเมื่อมันอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การกำกับของ กนอ. เราเป็นรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายอยู่ในมืออยู่แล้ว มันต้องทำให้เร็วได้ ที่ผ่านมามันเคยเกิดเรื่องในนิคมอุตสาหกรรมไหม เกิดนอกนิคมอุตสาหกรรมทั้งนั้น นั่นเพราะเราเข้มในเรื่องกำกับดูแล

อย่างที่เรียกกันว่า “นิคมศูนย์เหรียญ” แบบนี้มันไม่ถูก ใช้คำไม่ถูก มันต้องเป็น “โรงงานศูนย์เหรียญ” ถึงจะถูก พอมาบอกนิคมศูนย์เหรียญ เราเลยกลายเป็นผู้ร้าย เราต้องคุยให้รู้ว่านิคมอุตสาหกรรมมันคือเรื่องของการตั้งโรงงาน ซึ่งเราเองก็ควรปรับเปลี่ยนกระบวนการชักจูงการลงทุน และต้องทำให้เกิดการลงทุนที่แท้จริงด้วย อย่างที่ สศช. และกระทรวงการคลัง พูดมาตลอดว่า ตัวเลขที่ได้รับการอนุมัติจากที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว ต้องเร่งให้เกิดการลงทุนภายใน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่งให้ได้ และการจะทำได้เร็ว

ตัวอย่างที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะทำ คือเขาหาพื้นที่ก่อน แล้วไปขอส่งเสริมการลงทุนยังไงก็ต้องได้ ขั้นตอนแบบนี้มันจะเร็วกว่าหลายเท่า มันมีหลายรายที่ใช้รูปแบบประกาศการลงทุน แต่ก็ยังหาพื้นที่ไม่ได้ สุดท้ายมันทำให้ไม่เกิดการลงทุนจริงหรือลงทุนก็จะช้า เอกชนควรใช้เทคนิคนี้ และยิ่งถ้า EIA เร็ว มันก็ยิ่งจะเห็นการลงทุนเร็วขึ้น

ลงทุนจริงภายใน 6 เดือน

กระทรวงการคลังต้องการให้บีโอไอปรับบทบาทและมาตรการใหม่ ๆ ออกมา ปัจจุบันเราทำงานกันเป็นทีมอยู่แล้ว หน้าที่ของบีโอไอส่งเสริมการลงทุนเป็น Production Line เป็น Product Based ส่วน EEC เป็น Area Based และเรา กนอ. ชัดเจนว่าเป็นการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม สนับสนุนการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อตั้งโรงงาน “ผมชอบคำว่าโรงงาน” เพราะมันเป็นสถานที่ที่ทำให้คนมีงานทำ การลงทุนไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโต แต่อาจจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาสังคม แก้หนี้ เพราะเมื่อมีโรงงานมันจะมีคนทำงาน เขามีรายได้เกิดขึ้นแน่นอน เราจะไปรอซื้อหวยเดือนละ 2 ครั้งไม่ได้

ส่วนการทำงานของบีโอไอไม่มีปัญหา และเราก็ไม่ยุ่ง แต่บีโอไอไม่สนับสนุนได้ไหม ไม่ได้ เพราะเรารู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเราได้อะไร มีประเภทกิจการอะไร ผมเคยอยู่บีโอไอมาก่อน ดังนั้น เราต้องทำการส่งเสริมเหมือนเดิม แค่ทำให้มันเร็วขึ้น สมมุติเช่น มาดูที่ เวลายื่นขอส่งเสริมก็แนบหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินไปด้วย แล้วทำให้เร็วขึ้น เพราะเวลาซื้อที่ดินแล้วมันไม่มีใครมารอ เขาก็อยากลงทุนเลย

ส่วนเป้าหมายดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) มันถูกทางแล้ว สิทธิประโยชน์ไม่มีปัญหาแข่งขันได้ แต่เรื่องอื่นเมื่ออนุมัติแล้วเขายังทำอะไรไม่ได้ เขาติดเรื่องอะไร เราต้องมาดู เราต้องรู้ หากเราดูตัวเลขยื่นขอรับการส่งเสริมบีโอไอ อนุมัติ ออกบัตร เปิดดำเนินการ แต่บีโอไอพูดแค่ 2 ตัวเลขแรก เพราะปัญหาตอนนี้มันมีอยู่ว่าอนุมัติแล้วกี่รายมันลงทุนไม่ได้ สมมุติของผมซื้อที่ดินแล้วยื่น อนุมัติ ต้องลงทุนภายใน 6 เดือน ต้องตอกเสาเข็มให้ได้ ต้องบีบให้เขาลงทุนจริงให้ได้ จาก 1 ปีเหลือแค่ 6 เดือน บีโอไอควรปรับเกณฑ์นี้ เพราะเรื่องการอนุมัติมันต้องทำอยู่แล้ว แต่ลงทุนจริงมันไม่เกิด เพราะมันหาพื้นที่ไม่ได้

ดึงเงินลงทุนบูสต์เศรษฐกิจ

อย่างที่เรารู้กัน ตัวที่จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ในอนาคตนั้น กลไกหลักตามทฤษฎีมันก็จะมีแค่ 3 ตัว คือ 1.ส่งออก ปีนี้น่าจะติดลบ 2.ท่องเที่ยว มันถดถอยเร็วกว่าที่เราคิด และ 3.การลงทุน เหลือแค่เรื่องการลงทุนตัวเดียวที่ยังมีความหวัง แล้วการลงทุนนั้นมันเป็นเรื่องของการวางแผนระยะยาว แต่เราต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเมื่อประกาศลงทุนแล้ว กว่าจะลงทุนจริงมันใช้เวลา 1-2 ปี แต่นักลงทุนเขาจะต้องลงทุนแล้ว

เครื่องยนต์ตัวสำคัญคือการลงทุนเราก็ต้องทำใจ ที่เราอาจจะเหลือตัวเดียวที่จะช่วยเศรษฐกิจในประเทศได้สำหรับปีนี้ และเราเองก็ต้องทำให้อนาคตมันมั่นคงเพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าใครมาก็ได้ มันต้องเป็นไฮเทค เพราะมูลค่าการลงทุนนั้นสูงมาก อย่างวันนี้ที่สนใจมาลงทุนกับทางอารยะ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทมาก ดังนั้นสิ่งที่กำลังจะบูสต์เศรษฐกิจได้ ผมย้ำว่ามันจะเหลือแค่เรื่องของการลงทุน เราต้องสร้างความมั่นใจและต้องเปิดพื้นที่ลงทุนให้มากขึ้น