ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แสดงทรรศนะเรื่องเศรษฐกิจโลก ในสถานการณ์ที่อเมริกากับจีนมีความขัดแย้งกัน ทำการค้าหดตัว โดยระบุว่า
เราพร้อมหรือยัง หากการค้าโลกอาจไม่ได้แค่ป่วย แต่กำลังเข้าเฟสใหม่อย่างถาวร
เวลาไม่สบาย ไอ น้ำมูกไหล ปวดหัว
เราก็คิดว่า “สงสัยติดหวัด เดี๋ยวทนสักนิด พักหน่อย กินยา แล้วก็จะหาย”
อีกไม่นาน ทุกอย่างคงกลับมาเป็นเหมือนเดิม
หลายคนมองสงครามการค้าและเศรษฐกิจแบบเดียวกัน
เศรษฐกิจโลก “ป่วย” อเมริกากับจีนทะเลาะกัน ทำการค้าหดตัว
“อดทนหน่อย อีกหน่อยเดี๋ยวรัฐบาลอเมริกาเปลี่ยน โลกก็จะกลับมาเหมือนเดิมเอง”
แต่พอได้กลับไปดูประวัติศาสตร์ของการค้าโลก
และสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” แล้ว
มันทำให้เกิดอีกคำถามขึ้นมาในหัว…
ถ้ามันไม่ใช่แค่หวัดล่ะ ?
ถ้ามันไม่ใช่แค่ “โลกกำลังป่วย”
แต่คือ… โลกกำลังเปลี่ยนวัย ?
ทำให้นึกถึงอีกเรื่องจากวงพ่อแม่คุยกันนินทาลูก
ตอนลูกยังเล็ก เราเป็นฮีโร่ของเขา
ทุกอย่างที่เขาทำอยากให้เราดู
อยากให้เราอยู่ใกล้ อยากเล่าให้ฟังทุกเรื่อง
พอเขาเริ่มโต เริ่มห่าง
พ่อแม่หลายคนก็คิดว่า
“ลูกคงกำลังมีอะไรในใจ รอหน่อย เดี๋ยวเขาก็คงเห็นว่าเราสำคัญเหมือนเดิม”
แต่เวลาผ่านไป
เราก็เริ่มเข้าใจว่า… มันไม่ใช่แค่ช่วงชั่วคราว
แต่มันคือ ช่วงโปรโมชั่นของบทบาทเด่นในชีวิตเขา… ที่อาจหมดลงแล้ว
เขายังรักเราเหมือนเดิม-แต่ชีวิตเขากำลังก้าวไปสู่เฟสใหม่
และเราเองก็ต้องปรับบทบาทใหม่
เพื่อให้ตอบโจทย์และเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเขาในรูปแบบใหม่
แล้วถ้าโลก… กำลังเป็นแบบเดียวกันล่ะ ?
เราส่วนใหญ่วันนี้ เติบโตขึ้นมา
สร้างเนื้อสร้างตัวในยุคทองของโลกาภิวัตน์-การค้าโลกที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อโลกค่อย ๆ ฟื้นจากซากปรักหักพัง ด้วยระเบียบโลกใหม่
เรียกว่า “การค้าเสรี”
ประเทศต่าง ๆ ลดภาษีนำเข้า เปิดตลาดให้กันและกัน ตั้งกฎกติกากลางผ่านองค์กรอย่าง GATT และต่อมาเป็น WTO
โลกไม่เพียงแค่เชื่อมต่อกันมากขึ้น
แต่มันเริ่มไหลลื่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ในช่วงปี 1970 ถึง 2008 มูลค่าการค้าโลกโตเร็วกว่าจีดีพีของโลกเกือบสองเท่า
จากที่สัดส่วนการค้าทั่วโลกมีขนาดแค่ราว 1 ใน 4 ของจีดีพี ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นเกินครึ่ง
แม้ยุคทองนี้จะมีด้านมืด-ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
แต่ในยุคนั้น ประเทศขนาดไม่ใหญ่ รวมทั้งไทยสามารถเชื่อมตัวเองเข้ากับเศรษฐกิจโลกเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของสินค้าที่คนทั้งโลกใช้ส่งออกอาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ จอทีวี เมนบอร์ดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ จนเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่ความแรงของคลื่นการค้านี้เริ่มแผ่วลงเงียบ ๆ
ตั้งแต่ปี 2011 หลัง “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์”
ก่อนที่สหรัฐกับจีนจะเริ่มเปิดศึกสงครามการค้าเสียอีก
บางคนเรียกมันว่ายุค Slowbalisation
แล้วสงครามการค้าในยุค “ลุงตั้ม” มาช่วยซ้ำเติม ทำให้คลื่นนี้หมดแรงเร็วขึ้น
พูดได้ว่า… คือช่วงเวลาที่โลก “ใจดี” กับเราเป็นพิเศษ เป็นช่วงแจก “โปร (โมชั่น)” ที่มีวันหมดอายุ
การค้าโลกอาจไม่ได้ตายจาก
แต่กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่มีพรมแดน รั้ว กำแพง ต้นทุนใหม่ ๆ กำลังค่อย ๆ ปรากฏ
ถ้าเรายังติดภาพว่าโลกแค่ “ไม่สบายชั่วคราว”
เราก็อาจจะกัดฟันทน นั่งรอวันดี ๆ กลับมา
ธุรกิจ… รอให้มรสุมเศรษฐกิจผ่านไป
คนทำงาน… วางแผนชีวิตบนโลกใบเดิม
ผู้นำ… ใช้แผน-ยุทธศาสตร์ชุดเดิม
แต่ถ้าโลกจริง ๆ กำลังเข้าสู่ “วัยใหม่”
สงครามการค้าอาจเป็นแค่นาฬิกาปลุก
ที่เตือนว่า… “โปรฯหมดแล้วนะ ต่อไปจะอยู่กันยังไงดี ?”
นี่เป็นคำถามใหญ่มาก
และผลกระทบจะเกิดกับเกือบทุกธุรกิจ ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ส่งออกไปอเมริกา
เพราะทุกคนต่างก็หาลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่ การแข่งขันทางธุรกิจแย่งลูกค้าก็จะเข้มข้นขึ้น แม้ในประเทศไทยเอง
แต่ละคนต้องช่วยกันหาคำตอบของตนเอง
โดยเริ่มจากการยอมรับว่าโปรฯหมดแล้ว
“อะไรที่เคยเวิร์ก ต่อไปอาจจะไม่เวิร์กก็ได้”
“อะไรที่เคยบอกไม่เป็นไร ต่อไปอาจจะกลายเป็นเรื่องสำคัญก็ได้”
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าโอกาสจะหมดไป
คล้ายกับที่พ่อแม่ต้องหาบทบาทใหม่
เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกเมื่อเขาเข้าวัยใหม่
บางที… คนทำงาน ธุรกิจ หรือแม้แต่ประเทศ
ก็ต้องช่วยกันอ่านโลกใหม่ว่าหน้าตาจะเป็นยังไง
-การหาตลาดใหม่ ๆ ยิ่งสำคัญขึ้น
-การเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียนจะมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในระดับรัฐและเอกชน
-การกลับมาลงทุนพัฒนาตัวเองอาจยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อเรียนรู้บทใหม่ให้ตัวเอง องค์กร ประเทศ
แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจากการยอมรับว่าเรากำลังเข้าเฟสใหม่ของโลก
ที่เราอาจยังไม่ค่อยรู้จัก ที่การรอให้ผ่านไป อาจไม่ใช่ออปชั่นอีกต่อไป