ลดดอกเบี้ย
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากนโยบายการค้าสหรัฐที่ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก จนเชื่อว่าจะเกิดการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน ครั้งสำคัญ พร้อมกับเกิดสภาพที่เรียกว่า ความไม่แน่นอนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุก ๆ ด้าน เนื่องจากการเจรจาเพื่อลดกำแพงภาษีในระยะเวลา 90 วันที่เหลือ ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะออกมาในลักษณะไหน ในขณะที่สงครามการค้าระหว่าง “จีน” กับ “สหรัฐ” ยังคงดำเนินอยู่
สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ยังหาความแน่นอนไม่ได้ จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้โดยตรง จากข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกและกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอันเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงได้มีการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี จากเหตุผลที่ว่า
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงและมีความเสี่ยง-ความไม่แน่นอน จากนโยบายการค้าของสหรัฐที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะดำเนินการตอบโต้กับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างไร รวมถึงประเทศไทยด้วย ประกอบกับ “อัตราเงินเฟ้อ” ของประเทศมีแนวโน้มลดลง “ต่ำกว่า” กรอบเป้าหมาย อันเป็นผลโดยตรงมาจากราคาพลังงานที่ลดลง ทั้งจากราคาน้ำมันดิบโลก และมาตรการด้านพลังงานของรัฐบาล ที่ยังคงให้ตรึงราคาพลังงานภายในประเทศต่อไป ในขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมของประเทศยังตึงตัว สินเชื่อรวมหดตัวลงต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจไทยด้วยการเปรียบเปรยที่ว่า “พายุใหญ่” กำลังจะมา จากนโยบายการค้าสหรัฐที่ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากทุกประเทศในอัตราที่สูงมาก เฉพาะประเทศไทยจะถูกขึ้นภาษี Baseline 10% (เหมือนกันทุกประเทศ) กับภาษีตอบโต้ (Reciprocal) อีก 36% ซึ่งจะมีผลในวันที่ 8 ก.ค.นี้ พร้อมแสดงฉากทัศน์ในเรื่องนี้ไว้ 2 ฉากทัศน์ คือ การเจรจาลดภาษีกับสหรัฐยืดเยื้อ แต่สหรัฐผ่อนผันการขึ้นภาษีตอบโต้เป็นระยะ ๆ กับทุกประเทศเจรจาลดภาษีตอบโต้ลงได้ครึ่งหนึ่งในไตรมาส 3/2568
โดยฉากทัศน์แรก เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2% การส่งออก 0.8% ปี 2569 ที่ 1.8% การส่งออก -2.8% ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.3% ปี 2569 ที่ 1% จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการค้าโลกที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 2 ครั้งในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แต่เป็นนโยบาย “ผ่อนคลาย” ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่