“อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) เติบโตต่อเนื่อง ส่งออกพุ่ง 1.6 แสนล้าน ดันเทรนด์บริโภคในประเทศโตตาม ไทยมีของดีหลายดีหลายอย่าง เกษตรกรต้องต่อยอดผลผลิต เน้นวิจัยและพัฒนา จดสิทธิบัตรเป็นเรื่องสำคัญ
Future Food โตต่อ ส่งออก 1.6 แสนล้าน
“นายสมิต ทวีเลิศนิธิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคต เผยว่าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) มีอยู่ 4 ประเภท ประกอบด้วย อาหารเสริมสร้างสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชัน(Functional Foods), อาหารทางเลือก (Alternative foods), อาหารอินทรีย์ (Organic Foods) และอาหารทางการแพทย์ (Medical Food)
การส่งออกอาหารแห่งอนาคต ของประเทศไทยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 161,729 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยเติบโตจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าการส่งออก 143,125 ล้านบาท
“ไทยส่งออกได้ดีกว่าปีที่แล้ว และขายในประเทศได้พอสมควร โดยตลาดหลักในการส่งออกช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือสหรัฐอเมริกา ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเก็บภาษีเพิ่ม ทุกคนจะตระหนกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็คาดว่าจะยังเติบโตต่อได้ ปัจจัยที่สืบเนื่องกันเพราะตลาดหลักที่ผลิตอาหารคือจีน อาจได้รับผลกระทบและไม่สามารถส่ออกได้ ก็ต้องหันมาหาตลาดใหม่ที่ถูกกว่า จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องรีบปรับตัวและคว้าโอกาสให้ได้ อย่างไรคนก็ต้องบริโภค”
อย่างไรก็ตาม ตลาดในทวีปยุโรปนั้นเติบโตค่อนข้างยาก เนื่องด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดเยอะ และกำลังซื้อค่อย ๆ หดตัวลง ทำให้สถานการณ์ส่งออในยุโรปยากมาหลายปีแล้ว ขณะที่ตลาดอาเซียนยังคงเติบโต
สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต คือ อาหารเสริมสร้างสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชัน เช่น เครื่องดื่มเสริมอาหารต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน
เพราะถ้าประเทศไทยบริโภค ประเทศเพื่อนบ้านก็มีแนวโน้มที่จะบริโภคตามกันด้วย ดังนั้นในระดับนโยบายต้องสนับสนุนให้เกิดการบริโภคอาหารฟังก์ชัน ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นเทรนด์เซ็นเตอร์ของภูมิภาค
ทั้งนี้ ประเทศคู่แข่งขันที่สำคัญคือเวียดนาม เพราะเก่ง รวดเร็ว และมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากเนื่องจากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าไทย อีกทั้งตลาดท้องถิ่นค่อนข้างใหญ่ และค่าแรงไม่แพง ผู้ที่ไปลงทุนจึงได้ทั้งฐานการผลิตและได้ทำตลาดในเวียดนามด้วย นายสมิตกล่าว
- ปี 2561 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,162,249 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 98,746 ล้านบาท
- ปี 2562 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,109,292 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 103,918 ล้านบาท
- ปี 2563 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,093,629 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 108,269 ล้านบาท
- ปี 2564 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,238,972 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 142,275 ล้านบาท
- ปี 2565 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,514,837 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 142,275 ล้านบาท
- ปี 2566 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,550,193 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 143,125 ล้านบาท
- ปี 2567 ส่งออกอาหารทั้งหมด 1,640,281 ล้านบาท ส่งออกอาหารอนาคต 161,729 ล้านบาท
เทรนด์ผู้บริโภคโตตาม เกษตรกรต้องปรับตัว
นายสมิต เผยอีกว่า สำหรับเทรนด์อาหารอนาคตในไทย วัตถุดิบที่สมาคมฯ กำลังให้ความสำคัญคือ “ไข่ผำ” ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกผลักดันและมีเกษตรกรหลายรายเริ่มเลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องพยายามหา “Learning Model” ที่เป็นตัวอย่างของความสำเร็จให้ได้ และสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญมากขึ้นคือผลิตภัณฑ์ข้างเคียง เช่น เปลือกผลไม้ ต้องดูว่าสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง ต้องมีการลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งประเทศไทยทำสิทธิบัตรกับเรื่องลักษณะนี้น้อยไป เมื่อไม่จดก็ปกป้องสิ่งที่สร้างขึ้นมาไม่ได้
“ถ้าจะโปรโมตอาหารเสริมสร้างสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชันจากพืชท้องถิ่น ต้องร่วมกับมหาวิทยาลัยให้มากขึ้นว่าจะจดสิทธิบัตรในระดับโลกได้อย่างไร การจดสิทธิบัตรได้ จะทำให้มีเงินลงทุนจากผู้ที่สนใจเข้ามา ไทยมีพืชผลทางการเกษตรที่ดีหลายอย่าง แต่ต้องผลักดันบางชนิดขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำด้านอาหารอนาคตให้ไปสู่ระดับโลก เกิดเป็น Global Impact ที่ทุกคนต้องกิน หรือต้องนำไปใช้เพื่อเป็นส่วนผสมบางอย่างในอาหาร”
สำหรับการบริโภคอาหารแห่งอนาคตในประเทศไทย คาดว่าสอดคล้องกันไปกับการส่งออก ราวร้อยละ 9-10 ของอาหารทั้งหมด หากจะทำให้เติบโตกว่านี้ ต้องพิจารณาด้านการแข่งขันทางราคา เพราะการทำในครั้งแรกย่อมราคาแพง ต้องผลิตไปสักระยะจึงเข้าสเกล
แต่ถ้ามีนโยบายจากภาครัฐลงมา หรือช่วยผลักดัน และสร้างพฤติกรรมการกินให้ผู้บริโภค ผู้ผลิตก็จะสามารถผลิตได้ตามความต้องการและตอบรับกับเทรนด์ผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ โดยสิ่งเหล่านี้ต้องมาจากการให้ความรู้เรื่องสุขภาพกับประชาชน
สำหรับเกษตรกรต้นน้ำ นอกจากผลผลิตส่วนใหญ่จะนำไปสู่การขายเพื่อบริโภค แต่ต้องต่อยอดผลผลิตส่วนน้อยที่เหลืออยู่ เช่น ผลไม้ที่รูปร่างไม่สวย หรือไม่ใช่เกรดคนกิน ที่ไม่สามารถขายได้ ต้องดูว่ามีคุณสมบัติสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง เช่น อาจจะนำมาสกัดสารต่าง ๆ เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญคือวัตถุดิบเหล่านั้นจะผลิตได้ในจำนวนน้อย จึงต้องหาคนกลางในการรวบรวม เช่น โรงงานสารสกัด และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งโรงงานเหล่านั้นต้องทำงานร่วมกันและส่งเสริมเกษตรกร เพื่อให้สามารถปลูกได้ตามเทรนดืหรือความต้องการ
นอกจากนี้ เกษตรกรควรปลูกอะไรก็ตามที่มีโรงงานรับซื้อใกล้เคียง เพราะค่าขนส่งสู่โรงงานเป็นเรื่องสำคัญ คนปลูกที่อยู่ใกล้โรงงานจะได้กำไรได้ดีกว่า เพราะเสียค่าขนส่งน้อย เนื่องจากมูลค่าสินค้าเกษตรไม่ได้เยอะตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้วผู้แปรรูปอยู่ตรงไหนควรปลูกให้ใกล้ ผลผลิตก็ยังสดใหม่อยู่ด้วย นายสมิตกล่าว
สภาพอากาศตัวแปรหลัก
นายสมิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบัน สิ่งที่กระทบในวงการเกษตรอาหาร คือ ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงสงกรานต์ควรจะเป็นเดือนที่ร้อน แต่บางจังหวัดหนาว มีลม มีฝน เป็นอะไรที่คาดการณ์ได้ยากปลูกอะไรก็ไม่ได้ผลผลิตตามต้องการ
เมื่อผลผลิตไม่ถึงเป้าที่คาดการณ์ไว้ ก็จะไปต่อไม่ได้ และทำให้ของทุกอย่างราคาแพง กลับกันในบางชนิดผลิตได้มากก็ทำให้ราคาร่วง เช่น ราคาโกโก้ที่สูงขึ้น 3 เท่า ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องได้รับผลกระทบไปด้วย ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจึงทำให้ราคาในอุตสาหกรรมอาหารผันผวน