จีนและสหรัฐหารือนัดแรกที่เจนีวาในระหว่าง 10-11 พ.ค. นี้ เบสเซนต์ย้ำ เร่งผ่อนคลายความตึงเครียดและไม่คิดแบ่งแยกการค้าออกจากกัน แต่ยังไม่ทิ้งจุดยืนทวงคืนการผลิตในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์กลับประเทศ
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ผู้แทนสหรัฐอเมริกาและจีนตกลงที่จะพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีจุดยืนที่เป็นกลางในหลายความขัดแย้งระดับโลก เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีต่างตอบแทนหรือตอบโต้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งต่อมาระงับเป็นระยะเวลา 90 วัน ยกเว้นจีนชาติเดียวที่ยังเรียกเก็บรวม 145% ส่วนจีนตอบโต้เก็บสหรัฐ 125%
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าด้วยอัตราภาษีที่สูงขนาดนี้ส่งผลให้ตัดขาดการค้าส่วนใหญ่ของสองประเทศ โดยเฉพาะการที่จีนไม่ยอมถูกสหรัฐโดดเดี่ยวจากการค้าโลก แต่ดำเนินมาตรการตอบโต้แบบสมน้ำสมเนื้อ
ผู้แทนคนสำคัญฝ่ายสหรัฐ ได้แก่ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ส่วนฝ่ายจีนที่รัฐบาลปักกิ่งให้อำนาจเป็นผู้แทนในการเจรจาคือ เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำมาอย่างยาวนาน ซึ่งค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้แก้ไขปัญหาสำคัญ มีกำหนดหารือในวันที่ 10-11 พฤษภาคมนี้ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถูกจับตามองในฐานะก้าวแรกที่จะคลี่คลายสงครามการค้าที่ถูกคาดการณ์ว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง

เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับรายการ “The Ingraham Angle” ของฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐและจีนต้องลดความตึงเครียดลงก่อนที่จะเดินหน้าเจรจาการค้าได้ และการพบกันที่จะเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ รัฐมนตรีคลังสหรัฐย้ำว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ต้องการแบ่งแยกการค้ากับจีนทั้งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและสินค้าอื่น ๆ แต่ตั้งใจที่จะนำการผลิตอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยา และเหล็กกล้า กับสหรัฐ
ขณะที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐและกระทรวงการคลังระบุว่า เกรียร์และเบสเซนต์จะเดินทางไปเจนีวาด้วยกันในวันพรุ่งนี้ (8 พฤษภาคม เวลาท้องถิ่น) และจะพบกับ คารีน เคลเลอร์-ซัทเทอร์ ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทน
ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้สี จิ้นผิง ติดต่อเขาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่อาจเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่คาดว่าจะมีทางออกจากความตึงเครียดผ่านการเจรจากับนายเหอแทน ซึ่งดูแลกิจการเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
สำหรับประวัตินายเหอ รอยเตอร์สัมภาษณ์นักลงทุนและนักการทูตต่างชาติ 13 รายที่พบกับเหอเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาบรรยายถึงวิวัฒนาการของชายวัย 70 ปีคนนี้จากผู้บังคับบัญชาพรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งกร้าว ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้นั้น และพูดตามโพยหรือเอกสารเตรียมไว้ กลายมาเป็นบุคคลที่มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาประทับใจด้วยความสามารถในการทำให้สิ่งต่าง ๆ สำเร็จลุล่วง
เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อบรรดาผู้นำของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกบางแห่งแห่กันมาที่กรุงปักกิ่งเพื่อร่วมการประชุมทางธุรกิจ หลายคนก็รู้สึกประทับใจในตัวเหอ ตามที่นักธุรกิจชาวสหรัฐที่ได้รับข้อมูลสรุปเกี่ยวกับการประชุมกล่าว
รองนายกรัฐมนตรีเหอได้จัดการประชุมกับชาวต่างชาติอย่างน้อย 60 ครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 45 ครั้งระหว่างเดือนมีนาคม 2023 (ช่วงที่ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี) จนถึงเดือนมีนาคม 2024
ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันผ่านแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า จีนตกลงที่จะเจรจากับสหรัฐอีกครั้ง โดยพิจารณาจากความคาดหวังของโลก ผลประโยชน์ของจีน และความต้องการของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคของสหรัฐ จีนจึงตัดสินใจที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐอีกครั้ง
“มีสุภาษิตโบราณจีนที่ว่า จงฟังสิ่งที่พูด และเฝ้าดูการกระทำ หากสหรัฐพูดอย่างหนึ่งแต่กลับทำอีกอย่างหนึ่ง หรือพยายามใช้การเจรจาเป็นข้ออ้างในการกดดันและข่มขู่ต่อไป จีนจะไม่มีวันยอมรับ” แถลงการณ์ระบุ
เบสเซนต์กล่าวต่อสมาชิกสภาคองเกรสก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ 17 ประเทศ แต่กับจีน อยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น และอาจมีการประกาศข้อตกลงกับบางประเทศภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงอินเดีย
แถลงการณ์จากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐไม่ได้ระบุว่า การประชุมกับเจ้าหน้าที่จีนครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสองประเทศ หรือไม่
ขณะนี้สหรัฐและจีนยังคงอยู่ในสภาพเหมือนเล่นเกมแมวไล่จับหนูในเรื่องของภาษีนำเข้า โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นฝ่ายยอมถอยในสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทาน