เปิดเกณฑ์ 8 ข้อ คุมเข้มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน
เปิด 8 หลักเกณฑ์ อนุมัติโปรเจ็กต์กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน ต้องกระจายเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ อุ้มการจ้างงาน ตั้งอนุกรรมการติดตาม รายงานผลรายเดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 โดยเห็นชอบให้ทบทวนงบประมาณปี 2568 ในส่วนของงบฯค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชะลอโครงการแจกเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต
และให้มาดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งแยกจำแนกเป็น 3 แผน 1.แผนการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว เช่น การสนับสนุนโครงการ 1 ตำบล 1 ทุน (ODOS) การสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา การสนับสนุนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น 2.แผนการปรับ/ปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
เช่นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องการกำกับดูแลและธรรมาภิบาล และการปลดล็อกระบบโควตาและพ่อค้าคนกลาง เป็นต้น และ 3.แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการสร้างฐานเศรษฐกิจระยะยาว และแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาทิ ด้านน้ำ ด้านคมนาคม
ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับและติดตาม ผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ รายงานผลการดำเนินการเป็นรายเดือน นอกจากนี้ ยังกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรโครงการเพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 157,000 ล้านบาท มี 8 ข้อ ประกอบด้วย
1.เป็นการลงทุนหรือการใช้จ่ายที่สามารถกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาชุมชน การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีในการพัฒนาเศรษฐกิจ
2.เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนหรือภาคธุรกิจ หรือเพื่อการวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศ ซึ่งมีความพร้อม สามารถผูกพันและดำเนินการแล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ จะต้องไม่กระทบกับการดำเนินภารกิจปกติของหน่วยงาน ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘
3.การจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติมอย่างเคร่งครัด โดยไม่เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง/ไม่เป็นการแบ่งย่อยโครงการใหญ่ออกเป็นโครงการขนาดเล็กจำนวนมาก
4.กรณีเป็นการก่อสร้าง ต้องมีความพร้อมทั้งแบบรูปรายการและพื้นที่ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
5.ควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการดำเนินการในจังหวัด/พื้นที่ รวมถึงความต้องการของภาคเอกชน
6.กรณีเป็นโครงการที่มีการดำเนินการในหลายพื้นที่ ควรต้องคำนึงถึงการกระจายของพื้นที่ดำเนินการด้วย
7.ควรเป็นการดำเนินการที่หน่วยงานรับผิดชอบมีความพร้อมในการบริหารจัดการต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
8.มีความคุ้มค่าในการดำเนินการ (Value of Money)
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงความจำเป็นในการใช้เงิน 1.57 แสนล้านว่า เงินก้อนนี้จะมาจากงบฯกลาง ต้องใช้ให้หมดใน 30 กันยายน ไม่ได้ผูกอยู่ในเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐ ซึ่งอยู่ในด้านนโยบายด้วย ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ปรับอะไรบ้าง กับสหรัฐ และต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบหรือเปล่า ต้องรอดูเพราะคนละเรื่องกัน
“ก้อนงบประมาณ 1.57 แสนล้าน จะสามารถใช้ได้ถึง 30 กันยายน ดังนั้นต้องวางแผนว่าระยะสั้นนี้ที่จะใช้เงินก้อนนี้ได้เลย สร้างประโยชน์อะไรกับประชาชนบ้าง และหลังจาก 30 กันยายน มีนโยบายระยะกลาง ระยะยาว รองรับต่อ เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้ใช้แล้วหายไปต่อหน้า มันใช้เพื่อการลงทุนในก้อนแรก เพื่อต่อยอดระยะกลางและระยะยาวต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องทำ”
“เงิน 1.57 แสนล้านบาท เป็นที่เราจะลงเป็นโครงสร้างของทั้งประเทศ อาจไม่ได้ลงไปถึงรายบุคคล แต่ทั้งประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน จึงอยากสื่อสารเมื่อเกิดเหตุการณ์แทรก ทำให้เราต้องชะลอเรื่องดิจิทัลวอลเลตให้คนบางกลุ่มก่อน ต้องเป็นภาพให้ทั้งประเทศก่อน เป็นสิ่งที่เรียงลำดับความสำคัญ เราต้องทบทวนว่าเงินก้อนนี้สำคัญ ต้องทำอะไรก่อนเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจไว้”