Skip to content

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะนักลงทุนรอรับรู้ปัจจัยใหม่

20 พ.ค. 2568 | 18:14น.
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะนักลงทุนรอรับรู้ปัจจัยใหม่

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2568

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 33.20/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 33.06/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อคืนนี้ (19/5) เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อย หลังตลาดเริ่มทยอยคลายความกังวล หลังจากเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกกดดันจากรายงานข่าวที่มูดี้ส์ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐลง รวมถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและบรรดาประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้เงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนหลังบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างก็ย้ำจุดยืนที่จะยังไม่เร่งรีบในการปรับลดดอกเบี้ย โดยนายราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา กล่าวเมื่อคืน (19/5) ว่า เขาสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากเฟดต้องรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเงินเฟ้อ และความวิตกเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ดี นายบอสติกกล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีอัตราสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และบรรดาประเทศคู่ค้า

โดยล่าสุดนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่เขาประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ต่อประเทศคู่ค้าที่ไม่เจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอย่าง “สุจริตใจ” อย่างไรก็ดี นายเบสเซนต์ไม่ได้ให้รายละเอียดของการเจรจาอย่าง “สุจริตใจ” และไม่ได้เปิดเผยกำหนดเวลาที่สหัฐจะประกาศใช้อัตราภาษีตามที่ ปธน.ทรัมป์ได้กำหนดไว้เมื่อวันที่ 2 เม.ย.

นอกจากนี้นายเบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐพุ่งเป้าไปที่ประเทศคู่ค้า 18 ชาติที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าสำคัญที่สุดต่อสหรัฐ และระยะเวลาของข้อตกลงต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับว่าประเทศเหล่านี้เจรจาอย่างสุจริตใจหรือไม่ โดยจะมีหนังสือส่งไปยังประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น

เจนี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) เตือนว่า ตลาดการเงินและธนาคารกลางประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดดุลงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐ รวมทั้งมาตรการภาษีศุลกากร และสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศ ต่ำเกินไป นอกจากนี้ ไดมอนกล่าวว่า สหรัฐขาดดุลมูลค่ามหาศาล

ในขณะที่ธนาคารกลางแทบจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยทุกคนคิดว่าธนาคารกลางสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ แต่เขาเองไม่คิดเช่นนั้น นอกจากนี้ เขาเชื่อว่าโอกาสที่เงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นและการเกิดภาวะเศษฐกิจถดถอยควบคู่กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Stagflation) นั้น จะรุนแรงมากกว่าที่ผู้คนคาดว่า อย่างไรก็ดี ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก หลังเกิดแรงเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐในระหว่างวัน โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เคลื่อนไหวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 100 จุด

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้ว ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ

โดยมีเป้าหมายกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาการจ้างงาน และวางรากฐาน ซึ่งใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.02-33.26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.09/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 1.1220/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 1.1278/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดไว้ในปีหน้า

โดยการลดลงของอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์นี้เป็นผลมาจากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐ โดยตามรายงานการคาดการณ์ฤดูใบไม้ผลิที่เผยแพร่ โดยหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรปวานนี้ (19/5) คาดว่าการเติบโตของราคาผู้บริโภคจะชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% ของ ECB ภายในกลางปีนี้ และภายในปี 2569 คาดว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่เพียง 1.7% เท่านั้น

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้เน้นย้ำถึงแรงกดดันขาลงหลายประการที่มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง การเปลี่ยนเส้นทางสินค้าจากจีน และค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจนต่ออัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1216-1.1277 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1255/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 145.38/39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 144.82/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชิเงรุ อิชิบะ ได้ปฏิเสธการออกมาตรการลดภาษีที่จะต้องใช้เงินจากการออกหนี้เพิ่มเติม

โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ทางการเงินของญี่ปุ่นค่อนข้างแย่ โดยในการกล่าวต่อรัฐสภาวานนี้ (19/5) อิชิบะเตือนว่าญี่ปุ่นกำลัง “เห็นอัตราดอกเบี้ยกลับเป็นบวกและสถานะการคลังไม่ดี” ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงการเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางประเทศที่ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมาหลายทศวรรษเมื่อปีที่แล้ว

โดยภายใต้สถานการณ์นี้ อิชิบะ ซึ่งกำลังเผชิญกับแนวโน้มการสนับสนุนที่ลดลงก่อนการเลือกตั้งสภาสูงที่สำคัญในเดอนกรกฎาคม และกำลังรับมือกับเสียงเรียกร้องให้ลดภาษี รวมถึงภาษีการบริโภค และเพิ่มการใช้จ่าย ได้ชี้แจงว่าเขาไม่เห็นด้วยที่จะดำเนินการลดภาษีดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันแม้รายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในวันนี้ (20/5) ว่า หัวหน้าที่เจรจาด้านภาษีศุลกากรของญี่ปุ่นเตรียมเดินทางเลือนสหรัฐในวันศุกร์นี้ (23/5) เพื่อเข้าร่วมการหารือระดับรัฐมนตรีรอบที่ 3 ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับผ่อนปรนจากภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐประกาศใช้

โดยแหล่งข่าวคาดว่าเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีกระทรวงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเป็นผู้ช่วยคนสนิทของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ผู้นำญี่ปุ่น จะพบปะกับเจนิสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐในการหารือรอบนี้

ขณะที่สก็อตต์ เบนเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ คู่เจรจาที่เคยหารือ่วมกับเขาในการเจรจา 2 ครั้งก่อนหน้า อาจไม่ได้เข้าร่วมกันในการหารือครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เบสเซสต์มีแผนจะประชุมร่วมกับคัตสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเกี่ยวกับปัญหาสกุลเงินนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วันจนถึงวันพฤหัสบดีนี้ (22/5) ที่ประเทศแคนาดา

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 144.64-145.45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.45/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน เม.ย. ญี่ปุ่น (21/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค.จาก Jibun Bank ญี่ปุ่น (22/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค.จาก HCOB ยูโรโซน (22/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการวางงานรายสัปดาห์สหรัฐ (22/5),

ดัชนีผู้จัดการฝายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก S&P Global สหรัฐ (22/5), ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. สหรัฐ (22/5), อัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ญี่ปุ่น (23/5), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2568 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) เยอรมนี (23/5), ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. สหรัฐ (23/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.3/-8.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.7/-6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ