เทรนด์บาทอ่อน 33 บาท จี้แบงก์เปิดต้นทุนเฮดจิ้ง
จับสัญญาณค่าเงินบาทไทยช่วงสั้นอ่อนค่าหลุด 33 บาท/ดอลลาร์ เตือนระวังปลายปีกลับมาแข็งค่า ด้านสภาอุตฯเตือนเอสเอ็มอีรายเล็กรับมือภาวะเงินบาทผันผวน แนะหารือแบงก์ ฟาก ธปท.ดอดคุยแบงก์พาณิชย์ สั่งเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการทำเฮดจิ้ง ชี้จุดอ่อนผู้ส่งออกรายเล็กไม่ทำเฮดจิ้ง 69% เพราะต้นทุนแพง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังจากสกุลเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภายในสัปดาห์นี้ สหรัฐจะมีการประกาศตัวเลขสำคัญอีก เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือน เม.ย.และ พ.ค. นอกจากนี้มีการประกาศตัวเลขจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 1/2561 ซึ่งหากตัวเลขต่าง ๆ ออกมาดีตามคาดการณ์ของตลาด จะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีก ทำให้ประเมินว่าค่าเงินบาทมีโอกาสแตะระดับ 33.10 บาทดอลลาร์สหรัฐได้ แต่หากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ก็จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมา ซึ่งประเมินว่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 32.70-32.80 บาทดอลลาร์สหรัฐได้
“ส่วนระยะกลางภายในช่วงไตรมาส 3 นี้ ผมยังมองว่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่ามาก ไปแตะระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากปัญหาสงครามทางการค้าจะชัดเจนขึ้น จะทำให้ดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อเนื่อง ส่วนระยะยาวคือราวปลายปีนี้ ภายใต้ปัญหาการเลือกตั้งในต่างประเทศ และปัญหาการเมืองของสหรัฐ ก็น่าจะเป็นไปด้วยความทุลักทุเล ทำให้มีโอกาสที่เงินสกุลดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ซึ่งจะหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปีได้อีกครั้ง” นายจิติพลกล่าว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูง โดยปัจจุบันกลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ จากก่อนหน้านี้ที่อยู่ระดับ 32 บาทดอลลาร์ แม้ว่าการอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อฝั่งผู้ส่งออก แต่ก็อยากให้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องเพิ่มความระมัดระวังเช่นกัน เพราะในระยะข้างหน้า 3 เดือน อาจมีโอกาสที่จะเกิดแนวโน้มการแข็งค่าก็เป็นได้ ดังนั้นผู้ส่งออกควรจะมีการหารือและขอคำแนะนำจากสถาบันการเงินที่ให้บริการด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านนายธีธัช เชื้อประไพศิลป์ ผู้วิเคราะห์อาวุโส ส่วนวิเคราะห์และพัฒนาตลาดเงิน ฝ่ายตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ล่าสุด ธปท.อยู่ระหว่างหารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลของต้นทุนในการทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง) เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้ภายในครึ่งปีหลัง
“เราจะนำข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ มาหาแกนกลางให้ ว่าต้นทุนการทำเฮดจิ้งกลาง ๆ ควรอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้นทุนการทำเฮดจิ้งจะได้ราคานี้ทุกคน เพราะต้นทุนแต่ละรายไม่เหมือนกัน ซึ่งอดีตไม่มีแบงก์ไหนเปิดข้อมูลตรงนี้ ผู้ส่งออกก็จะเข้าใจว่า เขามีต้นทุนการทำเฮดจิ้งที่แพงเกินไปหรือไม่ เลยไม่ทำเฮดจิ้ง ดังนั้นตัวนี้ก็จะช่วยให้เขาหันมาทำเฮดจิ้งมากขึ้นได้ในอนาคต” นายธีธัชกล่าว
นายณัฐพงศ์ รุจิรวนิช ผู้วิเคราะห์ส่วนธุรกิจเงินตราต่างประเทศ ธปท. และนักวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติที่รวบรวมมาพบว่าในปี 2560 ผู้ส่งออกขนาดเล็ก ที่มีสินทรัพย์รวมไม่เกิน 50 ล้านบาท สัดส่วนกว่า 69% ไม่ได้มีการทำเฮดจิ้งค่าเงิน ส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นการเพิ่มต้นทุน ขณะที่ผู้ส่งออกขนาดใหญ่มีการทำเฮดจิ้งมากกว่า และสามารถใช้ทางเลือกอื่น ๆ ในการบริหารความเสี่ยงค่าเงินได้มากกว่าด้วย เช่น การใช้บัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือการรับจ่ายด้วยสกุลเงินบาท (the invoicing)
“อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็เริ่มเห็นผู้ส่งออกค่อย ๆ หันมาทำเฮดจิ้งกันมากขึ้น ด้วยตลาดโลกในปัจจุบันที่ผันผวน ทั้งเศรษฐกิจและเรื่องสงครามทางการค้า ทำให้การทำเฮดจิ้งมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าว