“สมคิด”อาสาเป็น”ตัวกลาง”อาเซียน ประสานเปิดประตูการค้า-การลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง-จีน
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Belt and Road Summit ครั้งที่ 3 ที่ Hong Kong Convention and Exhibition Center เขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยมีนักลงทุนและสื่อมวลชนเข้ารวมกว่า 5,000 คน ว่า ฮ่องกงในวันนี้เปลี่ยนไปด้วยความมั่นใจ มีจุดหมายแห่งอนาคตที่ชัดเจนและเปี่ยมด้วยศักยภาพที่จะก้าวต่อไปในอนาคตที่ทรงพลังยิ่ง ซึ่งจังหวะเวลาในการจัด Belt and Road Initiative Summit ครั้งนี้ ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งในเชิงของสถานการณ์ในยามที่เอเชียกำลังทะยานและในจังหวะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับ Belt and Road Initiative กำลังเริ่มขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างน่าพอใจ ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (AIIB) ที่เป็นกำลังสนับสนุนทางการเงินที่สำคัญในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็สามารถขยายสมาชิกพันธมิตรไปได้ถึง 86 ประเทศ
นายสมคิดกล่าวว่า เพื่อให้แนวนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) สามารถเปล่งศักยภาพได้อย่างสมบูรณ์ในเอเชีย ปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ประการที่หนึ่ง การเร่งขับเคลื่อนให้ RCEP บรรลุผล ประการที่สอง การรวมพลังขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือและการสร้างพันธมิตรระหว่างภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เจตนารมณ์ของ One Belt One Road กลายเป็นความจริงอย่างเป็นรูปธรรม
นายสมคิดกล่าวว่าในส่วนของประเทศไทยนั้น ยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงกับ Belt and Road Initiative นั้นมิใช่อยู่ที่ความร่วมมือในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเร่งสร้างทางรถไฟรางคู่คู่ขนานกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จากระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) คู่ขนานไปสู่ลาวและยังจะเชื่อมไปถึงกัมพูชาในทิศตะวันออกและไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเทศเมียนมาร์ ในอนาคตจะเห็นการเชื่อมโยงทั้งการค้าการลงทุนและนักท่องเที่ยวระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียนโดยรวม ความเชื่อมโยงนี้ยังครอบคลุมถึงเส้นทางถนนที่กำลังเร่งเชื่อมโยงผ่านพม่าและลาวสู่จีนตอนใต้และผ่านพม่าสู่อินเดียและบังคลาเทศ
อีกด้านหนึ่งในอนาคต คือ การเชื่อมโยงด้านดิจิทัล ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งลงทุนใน Submarine cable เชื่อมต่อกับฮ่องกงเพื่อให้การเชื่อมโยง Internet กับประเทศเพื่อนบ้าน จีน และความร่วมมือระหว่างตามยุทธศาสตร์ มณฑลกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ greater bay area เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความร่วมมือทางธุรกิจบนฐานดิจิทัลตามแนวนโยบาย Internet plus ของทางการจีน
นายสมคิดกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้กลับฟื้นตัวและเติบโตอย่างมีเสถียรภาพไต่ระดับจาก ร้อยละ 0.9 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มาสู่ระดับ 4.8 เมื่อไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวมีอัตราขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ โตถึงร้อยละ 11.5 จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโต ประมาณ 35 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละ 15-20 % ครอบคลุมประมาณ 15-20 % ของจีดีพี การลงทุนจากต่างประเทศเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยที่มูลค่าคำขอส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเติบโตสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 34 %
อานิสงส์ Belt and Road นักลงทุนจีน-ฮ่องกงแห่ลงทุนในไทย
นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย Belt and Road ได้แสดงให้เห็นผลอย่างชัดเจนในการสร้างประโยชน์เศรษฐกิจร่วมกัน คณะนักลงทุนไม่ว่าจากแผ่นดินใหญ่ หรือจากฮ่องกงได้หลั่งไหลตามเส้นทาง Belt and Road เข้ามาติดต่อ ประสาน และลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นโอกาสใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตและจะขยายตัวครอบคลุมสู่ทั้งภูมิภาค เพราะความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ และหากเส้นทางรถไฟและเส้นทางคมนาคมอื่นเสร็จสมบูรณ์ การเชื่อมโยงของทั้งคนและสินค้าจะทวีขึ้นอย่างมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
เปิดตัว ETO ในไทยต้นปีหน้า
นายสมคิดกล่าวว่า การที่ฮ่องกงไปก่อตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการค้าฮ่องกง (ETO) ที่จะเปิดตัวเป็นทางการที่กรุงเทพ ฯ ต้นปีหน้าเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะด้วยความร่วมมือระหว่างฮ่องกงในฐานะ super connector ของ greater bay area กับไทย ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางของทั้ง CLMVT และอาเซียน และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านของเราความร่วมมือระหว่างกันย่อมจะส่งเสริมแนวนโยบาย BRI ให้บรรลุผลในภูมิภาคแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนและอย่างเป็นรูปธรรม
ประกอบกับการพิจารณาประสานการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่าง greater bay area ไทยจะอาสาเป็นผู้ประสานผ่าน ACMECs จุดเริ่มต้นนี้จะมีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้จีนตอนใต้และอาเซียนตอนเหนือสามารถเชื่อมโยงประสานพลังกันได้ สมดังเจตนารมณ์ของ BRI และจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเชื่อมโยงไปทั้งอาเซียนโดยรวมต่อไป