คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
ชัดเจนว่านับตั้งแต่หลังเทศกาลตรุษจีนเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องทุกเดือน
เรียกว่าปีนี้จังหวะไม่ดี “เทศกาลตรุษจีน” มาเร็ว ไปตรงกับช่วงปลายเดือนมกราคม จากปกติที่จะอยู่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักเข้ามาในเดือนมกราคมสูงถึง 3.7 ล้านคน เติบโตเพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน
และไปกดตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์เหลือ 3.12 ล้านคน หดตัว 6.95% เพราะนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในช่วงที่เป็นเทศกาลตรุษจีนในช่วงปลายเดือนมกราคมไปแล้ว
เมื่อบวกกับกระแสข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยต่าง ๆ ที่โถมเข้ามาเป็นระลอก ยิ่งซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวของไทยให้ชะลอตัวต่อเนื่อง
นักท่องเที่ยว “จีน” ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เคยเดินทางเข้าไทยวันละหมื่น 2 หมื่นคน เดือนละ 7-8 แสนคน ลดลงเหลือแค่ 7,000-8,000 คนต่อวัน หรือเดือนละแค่ 3-4 แสนคน
หายไปครึ่งหนึ่ง !
ยิ่งเข้าสู่เดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน ยิ่งหนัก เพราะมีปัจจัยเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยว หรือที่เราเรียกว่า “โลว์ซีซั่น” และการแข่งขันจากสารพัดกลยุทธ์ของประเทศคู่แข่งที่ลงมาแย่งชิงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเช่นกัน
โดยเฉพาะ “ญี่ปุ่น” ที่มีความได้เปรียบเรื่องของค่าเงินเยน แถมปีนี้ ญี่ปุ่นยังได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Osaka Expo 2025 ที่โอซากา ตั้งแต่ 13 เมษายนไปจนถึง 13 ตุลาคม ยิ่งทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
เช่นเดียวกับ “เวียดนาม” ที่มาแรงมาก ๆ การท่องเที่ยวเติบโตก้าวกระโดด คนจีนแห่ไปเที่ยวชมของใหม่
วันนี้นักท่องเที่ยวจีนหันไปเที่ยวญี่ปุ่น แถมยังช่วยดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแซงหน้าประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้ประเทศไทย “ขาดดุล” นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย
ขณะที่เวียดนาม ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนขยับแซงหน้าไทยไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา
ไม่เพียงแค่ “นักท่องเที่ยวจีน” เท่านั้น ที่ไทยโดนคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น และเวียดนามดึงไป ตลาดเกาหลีใต้ก็หันไปเที่ยวญี่ปุ่นและเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน
จึงไม่แปลกที่จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนมีนาคมจะลดลงมาอยู่ในระดับ 2.7 ล้านคน และ 2.5 ล้านคนในเดือนเมษายน และคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.3 ล้านคนในเดือนพฤษภาคมนี้
ไหลลงเรื่อย ๆ…
ข่าวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวจึงออกมาในแนว “ลบ” และ “ลบแล้วลบอีก” วนเวียนอยู่เช่นนี้ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา แม้ในเชิงสถิติจะบอกว่าตลาด Long Haul มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น แซงหน้าปี 2562 ก่อนโควิดไปทุกตลาดแล้ว
แต่ด้วยความที่ “จีน” เป็นตลาดใหญ่ มีความหลากหลายด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย ครอบคลุมตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงไฮเอนด์ พอตลาดจีนหายไปครึ่งหนึ่ง ผู้ประกอบการและตลาดภาพรวมจึงกระทบหนักและกระทบในวงกว้าง
และก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เสียงสะท้อนจะดังกว่าปกติ
แต่ส่วนตัวก็แปลกใจนิด ๆ ว่าทำไมไม่มีหน่วยงานใดชี้แจงถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบที่เข้าใจง่าย ๆ หน่อย
“ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่” รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เคยให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามในการฟื้นตลาดจีนอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสประเด็นของแผนในการฟื้นความเชื่อมั่นเป็นหลัก
แต่ลึก ๆ เชื่อว่า เธอรู้หมดว่าปัญหามันคืออะไร ควรแก้ตรงไหน แต่หลายสิ่งหลายอย่างนั้น ททท.ไม่สามารถทำเองได้ ต้องร่วมกับหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วน และต้องใช้งบประมาณ
ที่สำคัญ หลายเรื่อง หลายประเด็น ทุ่มเงินทำการตลาดไป แต่บรรยากาศการเดินทาง หรือ Sentiment มันไม่มีก็เท่านั้น เปลืองงบประมาณเปล่า ๆ
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ คือ การกระตุ้นตลาดในช่วงที่ไม่มีดีมานด์ หรือช่วง “โลว์ซีซั่น” กระตุ้นให้ตายก็ไม่ได้ผล
มาลุ้น มาวัดผลกัน ในช่วง “ไฮซีซั่น” ปลายปีดีกว่า…