ดุสิตธานี ชูโมเดล ‘3 สร้าง 2 กระตุ้น 1 ลด’ ดันไทยสู่ท่องเที่ยวพรีเมี่ยม
ดุสิตธานีดันไทยสู่พรีเมี่ยมเดสติเนชั่น ชูโมเดล 3 สร้าง 2 กระตุ้น 1 ลด ปั้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวคุณภาพ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมสัมมนาด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศ ดุสิตธานีได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย พร้อมเสนอแนวทางฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยน “เป้าหมาย” ของการเดินทางให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคยการออกแบบที่แฝงความทรงจำ สื่อสารผ่านความรู้สึก
ภายใต้แนวคิดการออกแบบโรงแรมยุคใหม่ กลุ่มดุสิตธานีได้นำเสนอแนวคิด “การออกแบบที่ซ่อนความทรงจำ” โดยใส่องค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับอดีต เช่น ลายลูกฟักบนเพดานที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของรั้วโรงแรมเก่า แม้ผู้เข้าพักอาจไม่รู้ที่มา แต่กลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและคุ้นเคย
“บางคนรู้สึกว่าโรงแรมใหม่ก็ยังคงความรู้สึกแบบเดิม ทั้งที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร นั่นเพราะเราออกแบบให้มัน ‘ซ่อน’ อยู่ในดีไซน์ เพื่อให้ความทรงจำยังอยู่กับเขา” นางศุภจีกล่าว
การเปลี่ยนมุมคิดสู่ “การท่องเที่ยวแบบมีวัตถุประสงค์”
ภาวะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะจากตลาดจีน สะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่แสวงหาปริมาณ แต่ต้องเน้น “คุณภาพ” ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา
กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ ได้แก่
- นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness/Medical Tourism) ที่ต้องการเข้ารับบริการทางการแพทย์ หรือสปาคุณภาพสูง
- กลุ่ม Long Stay/Senior Living เช่น นักเกษียณชาวยุโรปที่ต้องการใช้ชีวิตยาวนานในไทย
- กลุ่ม Digital Nomads ที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ในโลก และกำลังมองหาประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีคุณภาพชีวิต และแรงจูงใจจากรัฐ
“เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียวอีกต่อไป หากสามารถเพิ่ม ‘รายได้ต่อหัว’ และระยะเวลาในการพำนักได้มากขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะยั่งยืนกว่าที่เคยเป็น” นางศุภจีกล่าว
ข้อเสนอนโยบาย “3 สร้าง 2 กระตุ้น 1 ลด” เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ กลุ่มดุสิตเสนอโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวมดังนี้ :
3 สร้าง
1.สร้างแบรนด์ประเทศไทยใหม่-ให้ไทยเป็น “Premium Destination” ที่เน้นเรื่องคุณภาพและประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง มากกว่าจำนวนผู้เดินทาง
2.สร้างความมั่นใจ-สร้างความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการให้บริการที่ประทับใจ ตั้งแต่สนามบินถึงโรงแรม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นตั้งแต่ก้าวแรก
3.สร้างมาตรฐาน-ผลักดันมาตรฐานการบริการด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และการให้บริการแบบมืออาชีพ เช่นเดียวกับช่วงที่ไทยเคยจัดทำระบบ “SHA+” ในยุคโควิด-19
2 กระตุ้น
1.กระตุ้นภาคธุรกิจเข้าสู่มาตรฐานใหม่-ด้วยสิทธิประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษี หรือการเข้าร่วมแพลตฟอร์มส่งเสริมจากรัฐ
2.กระตุ้นจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม-สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ลดขยะอาหาร และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เช่น ESG และ Zero Waste
1 ลด
- ลดความซับซ้อนของระบบราชการ-โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตสำหรับโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันยังมีธุรกิจอีกมากที่ไม่สามารถเข้าระบบได้ เพราะติดข้อกฎหมายที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ นางศุภจีกล่าวต่อว่า ความต่อเนื่องของนโยบายท่องเที่ยวแม้เปลี่ยนรัฐบาล โดยความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น การยุบสภาหรือเปลี่ยนรัฐมนตรี ว่าอาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว หากสามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณชนได้อย่างโปร่งใส และไม่สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่น
“สิ่งที่สำคัญคือการ ‘สานต่อ’ นโยบายที่ดี เช่น การทำตลาดแบบเจาะจง (Target Marketing) การพัฒนา Medical Hub หรือการวางประเทศไทยเป็น Wellness Destination ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง” นางศุภจีกล่าว และว่า
ไทยต้อง “เลิกแข่งด้วยจำนวน” แล้วหันมาแข่งด้วย “คุณภาพ”
อย่างไรก็ตาม นางศุภจียังย้ำว่า การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การ “เดินทาง” แต่ต้องมี “ความหมาย” ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมุ่งเป้าไปยังการสร้าง “ประสบการณ์” ที่มีคุณค่า ทั้งในเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม ความอบอุ่น และความยั่งยืน เพื่อให้ไทยกลายเป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก” ที่นักเดินทางเลือก เพราะ “อยากมา” ไม่ใช่แค่ “มาเพราะถูก”