เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
Finance ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
World สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
Finance ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
News กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
Finance SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
World ‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
Real Estate LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
Automotive โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
ราคาทองวันนี้ (30 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
ดูทั้งหมด

ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในกรอบ ขณะตลาดยังตาม Trade War ใกล้ชิด

30 พ.ค. 2568 | 19:04น.
ค่าเงินบาท

ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในกรอบ ขณะตลาดยังตาม Trade War ใกล้ชิด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 32.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเมื่อวันศุกร์ (23/5) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศยกระดับสงครามการค้าด้วยการเสนอให้สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) ในอัตรา 50% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2568 เนื่องจากการเจรจาการค้ายังคงไม่มีความคืบหน้า

ทว่าในเวลาต่อมาได้มีการประกาศเลื่อนกำหนดการเรียกเก็บภาษีนำเข้าออกไปเป็นวันที่ 9 ก.ค. 2568 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เจรจากับนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC)

นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ผลิตนอกสหรัฐ เช่น Apple และ Samsung รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ หากยังคงผลิตสมาร์ทโฟนนอกสหรัฐ โดยยืนยันว่าแผนการเก็บภาษีนี้จะบังคับใช้กับบริษัทเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างเท่าเทียม ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้าโลก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย. ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้น 10.9% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี แตะระดับ 743,000 ยูนิต เนื่องจากผู้ขายลดราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงติดตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เมื่อเดือน เม.ย.ของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ รวมถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศคู่ค้าและถ้อยแถลงของบรรดาประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาต่าง ๆ

สำหรับในช่วงกลางสัปดาห์ มีการเปิดเผย ผลสำรวจ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้น 12.3 จุด สู่ระดับ 98.0 ในเดือน พ.ค. จากระดับ 85.7 ในเดือน เม.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 86.0 โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้แรงหนุนจากการที่สหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในการปรับลดอัตราภาษีศุลกากร ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ลดลง 6.3% ในเดือน เม.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 7.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 7.6% ในเดือน มี.ค. ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธโดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ลดลง 1.3% ในเดือน เม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน มี.ค.

สำหรับความเคลื่อนไหวในเรื่องของสงครามการค้า ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ในนิวยอร์กมีคำสั่งในวันพุธ (28 พ.ค.) ให้ระงับใช้มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลตัดสินว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตด้วยการกำหนดภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่ขายสินค้าให้กับสหรัฐ มากกว่าที่ซื้อจากสหรัฐ

คำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศมีขึ้นหลังจากมีการยื่นฟ้องร้องหลายคดีที่โต้แย้งว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดภาษีนำเข้าเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศซึ่งตั้งอยู่ในแมนฮัตตันของนิวยอร์กระบุว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจเฉพาะแก่รัฐสภาในการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการค้ากับประเทศอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยอำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีในการปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ “ศาลไม่ได้ตัดสินว่าการใช้ภาษีของประธานาธิบดีเป็นเรื่องฉลาดหรือได้ผลหรือไม่

แต่การใช้นั้นไม่สามารถกระทำได้ ไม่ใช่เพราะมันไม่ฉลาดหรือไม่ได้ผล แต่เพราะกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น” คณะผู้พิพากษา 3 คนระบุคำตัดสิน รายงานระบุว่า หลังจากมีคำตัดสินดังกล่าว ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็ยื่นได้อุทธรณ์ในไม่กี่นาทีต่อมา

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน157,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโดยขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยด่วนนั้น

โดยล่าสุด นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นส่งกลับมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญว่า ธปท.เห็นด้วยกับการทบทวนแผนการใช้งบประมาณให้สอดรับกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทันท่วงที และไม่ขัดข้องกับหลักการของแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพการผลิต และการรักษาระดับการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการส่งออก ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการประกาศนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ของประเทศมหาอำนาจ

ทั้งนี้ ธปท.เห็นว่าควรให้น้ำหนักกับการบรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจมากขึ้นด้วย โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.40-32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 32.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 1.1397/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 1.1312/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อวันศุกร์ (23/5) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ประกาศปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีเป็นบวก โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa3 สะท้อนถึงความมั่นใจต่อทิศทางการบริหารนโยบายการคลังและการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

อีกทั้งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard and Poor’s (S&P) ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีจาก BBB เป็น BBB+ โดยได้รับแรงหนุนจากภาะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงฐานะทางการเมืองที่มั่นคงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ระบบธนาคารของอิตาลีที่อยู่ในสถานะที่มั่นคงส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้มีการเปิดเผยผลสำรวจรายเดือนที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลีบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอิตาลีขยายตัวสู่ระดับ 96.5 จุดในเดือน พ.ค. สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 93.0 และเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 92.7 โดยตลาดยุโรปมีการซื้อขายกันอย่างเบาบางเนื่องจากสถาบันการเงินในหลายประเทศหยุดทำการเนื่องในวันฉลองพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1220-1.1377 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 1.1330/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 142.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าดัชนีผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารสดเพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นหลังรัฐบาลลดเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

ส่วนดัชนี core-core CPI ซึ่งไม่นับรวมราคาพลังงานและอาหารสดเพิ่มขึ้น 3% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยตัวเลขเงินเฟื้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 2% ส่งผลให้ตลาดคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังคุณคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ได้กล่าวในการประชุมวันนี้ (27/5) ว่า ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นอาจผลักดันให้เงินเฟ้อที่แท้จริง (Underlying Inflation) ขยับสูงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันก็เข้าใกล้เป้าหมาย 2% อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ พร้อมเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

โดย BOJ ได้มีจัดการประชุมประจำปีร่วมกับสถาบันวิจัยในเครือเป็นเวลา 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ (27/5) ที่สำนักงานใหญ่กรุงโตเกียว โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเฟด ECB ธนาคารกลางแคนาดา และธนาคารกลางออสเตรเลีย รวมถึงนักวิชาการจากภูมิภาคเอเซียและยุโรปเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญระดับโลก คล้ายกับการประชุมประจำปีของเฟดที่แจ็กสันโฮลในสหรัฐ

นอกจากนี้นักลงทุนยังรอจับตาการเจรจารอบที่ 4 ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่กรุงวอชิงตันในวันศุกร์นี้ (30/5) ทั้งนี้ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.78-145.51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ