เลื่อนเข็มนาฬิกา
หนุ่มเมืองจันท์ เขียนถึงทรัมป์ เลื่อนเข็มนาฬิกา
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
เหมือนการขยับเข็มนาฬิกาของ “ระเบิดเวลา” ให้ขยับออกไปเมื่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (U.S. Court of International Trade-CIT) มีคำพิพากษาคดีที่กลุ่มผู้นำเข้าเอกชนและ 13 รัฐในสหรัฐ ยื่นฟ้องรัฐบาลกลาง กรณีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินเศรษฐกิจ (IEEPA)
ออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลก โดยไม่มีขั้นตอนตามกฎหมายการค้าปกติ
เปิดสงครามการค้าไปทั่วโลก
ที่ผ่านมา “ทรัมป์” อ้างภาวะฉุกเฉินเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนปกติของกฎหมายการค้า
แต่ศาลตัดสินว่า การอ้างแบบนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
“การเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภา ไม่ใช่ของประธานาธิบดีฝ่ายเดียว”
คือ คำสรุปที่ทำให้โลกใบนี้ถอนหายใจโล่งอก
แม้ “ทรัมป์” จะยื่นอุทธรณ์ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์โดยรวมจะไม่เป็นใจกับเขามากนัก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย จาก “เกียรตินาคินภัทร” สรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า คำสั่งภาษีที่ถูกตีตก ประกอบด้วย
1.“Trafficking Tariffs”
-ภาษี 25% กับเม็กซิโกและแคนาดา, 20% กับจีน
-อ้างว่า 3 ประเทศนี้ “ปล่อยยาเสพติดหลุดเข้าสหรัฐ” และ “ละเลยความมั่นคงชายแดน”
2.“Worldwide Tariffs” และ “Retaliatory Tariffs”
-เก็บ 10% กับสินค้าทุกประเทศทั่วโลก
-และเพิ่มเป็น 50% กับ 57 ประเทศ “ที่ขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐ” และอ้างว่า “ดุลการค้าไม่เป็นธรรม” เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของชาติ
ผลที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษา คือ ยกเลิกคำสั่งภาษีทั้งหมด (Vacate)
สั่งห้ามรัฐบาลใช้คำสั่งนี้เก็บภาษีต่อไป
ผู้นำเข้าที่เสียภาษีไปแล้ว ยังไม่ได้คืนอัตโนมัติ แต่สามารถยื่นขอคืนเป็นกรณี ๆ ได้
ครับ เกมเขย่าโลกของ “ทรัมป์” เริ่มมีปัญหา
เพราะเมื่อเขาไม่สามารถขึ้นภาษีการค้าตามใจฉันได้ อำนาจต่อรองที่เคยคับฟ้าก็ลดฮวบลงทันที
กลายเป็นว่าประเทศที่เข้าไปเจรจาก่อน และยอมอ่อนข้อให้กับ “ทรัมป์”
จากเดิมที่ดูเหมือนจะ “ได้เปรียบ” ประเทศอื่น ๆ เพราะได้เจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยตรงก่อนใคร
กลับกลายเป็นว่า ประเทศเหล่านี้ “เสียเปรียบ” ประเทศที่ยังไม่ได้เจรจา
เพราะเมื่อ “กำแพงภาษี” ไม่มีจริง
สิ่งที่เขาเสนอไป กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ “ทรัมป์” ยังสามารถรุกต่อได้
ในขณะที่ประเทศที่เหมือนตกขบวน กลับได้เปรียบ
เพราะยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการกับ “ทรัมป์”
ประเทศที่เดินช้า กลายเป็นดี
ไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศนี้เช่นกัน
ผมเพิ่งรู้ว่า ครั้งแรกที่ทีมงาน “ทรัมป์” เสนอมา เขาเล่นเกมแรงมาก
เพราะไม่ใช่เรื่องการค้าธรรมดา
แต่เขากดดันไทยในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วย
แน่นอน เขาต้องพยายามดึงไทยให้เป็นพวกชนกับจีน
แต่ผู้ใหญ่ของไทย ปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“เราจะไม่ยอมเป็นยูเครนเป็นอันขาด”
“ยูเครน” นั้นถูกดึงเข้าไปอยู่ข้าง “สหรัฐ-อียู” กลายเป็นรัฐกันชนกับ “รัสเซีย”
พอเสียดุลอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ “ยูเครน” จึงกลายเป็นสมรภูมิสงคราม
ไทยจึงไม่ยอมตามเงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาในครั้งแรก
แต่ยังเจรจาต่อรองไปเรื่อย ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะไปจบที่จุดไหน
แต่คำพิพากษาของศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ช่วยยืดลมหายใจของไทยไปอีกพักหนึ่ง
ถามว่านักธุรกิจชอบไหม
ส่วนหนึ่งก็ชอบ เพราะอย่างน้อยระเบิดเวลาก็เลื่อนเวลาออกไป
แต่ส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบ
เพราะคนทำธุรกิจส่วนใหญ่ชอบความชัดเจน
ชัด ๆ ไปเลยว่าจะออกมาทางไหน
แต่คำพิพากษานี้ ทำให้ทุกอย่างกลับมาคลุมเครืออีกครั้ง
ไม่รู้ว่าผลจะออกมาทางไหน
เมื่อทุกอย่างไม่ชัด นักลงทุนก็จะไม่ตัดสินใจ
ซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ
แบบนี้ไม่ดีกับเศรษฐกิจไทย