Skip to content

อ.ดุลยภาค เหตุผลที่ไทยควรมียุทธศาสตร์โต้กลับ ‘กัมพูชา’ อย่างจริงจังได้แล้ว

04 มิ.ย. 2568 | 15:41น.
อ.ดุลยภาค เหตุผลที่ไทยควรมียุทธศาสตร์โต้กลับ ‘กัมพูชา’ อย่างจริงจังได้แล้ว

อ.ดุลยภาคชี้ว่า ไทยควรมียุทธศาสตร์โต้กลับกัมพูชาอย่างจริงจังได้แล้ว หันหน้าเข้าสู่โลกการเมืองแบบแมคคิเวลเลียน พร้อมสู้กลับอย่างมีชั้นเชิง

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า วันนี้ เห็นกันชัดแล้วว่าสิ่งที่กัมพูชากำลังดำเนินการ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าและเป็นการเสริมสร้างยุทธศาสตร์กดดันไทยในหลายมิติ กล่าวคือ กัมพูชาใช้เครื่องมือสารพัดชนิด ทั้งการทูต กฎหมาย และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม เพื่อรุกคืบผนวกดินแดนไทยหรือเปิดแนวรบหลายช่องทางเพื่อให้รัฐกัมพูชาได้อาณาเขตเพิ่ม นับเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลฮุน เซน-ฮุน มาเนต

รัฐบาลพนมเปญ มุ่งหวังให้กัมพูชามีอำนาจรัฐเพิ่มขึ้น การได้ดินแดนเพิ่มและการเอาชนะไทยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด จะทำให้พรรคประชาชนกัมพูชามีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้น และก็ทำให้อำนาจรัฐกัมพูชาเติบใหญ่สยายปีก

ฮุน เซน ไม่ได้ยึดถืออุดมการณ์อะไรที่แน่ชัด นอกจากผลประโยชน์ชาติที่ต้องเติบโตควบคู่ไปกับผลประโยชน์ของเขา ตลอดจนผลประโยชน์ของพรรคและรัฐบาล ฮุน เซน ใช้หลักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) เป็นแนวทางดำเนินนโยบายภายในและนโยบายต่างประเทศ เขามีวิธีคิดที่อิงกับผลที่เกิดขึ้นจริงมากกว่ายึดติดตามทฤษฎี เขามักพลิ้วไหวผสมบิดพลิ้วเสมอ เพื่อตอบสนองต่อความจริงที่ผันแปรไปตามสถานการณ์ รวมถึงต่อพลวัตของอำนาจและผลประโยชน์ (มากกว่าจะยึดติดกับคำมั่นสัญญาหรือหลักการข้อตกลงใด ๆ)

ฮุน เซน เชื่อมั่นในตัวเองเสมอว่า เขาคือสถาปนิกผู้สร้างสันติภาพแห่งรัฐกัมพูชา เขามีบทบาทสำคัญในการทุเลาสงครามกลางเมืองในกัมพูชา และปลดอาวุธกองกำลังเขมรแดง แต่เขาไม่เคยคิดสร้างสันติภาพกับรัฐเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน เป็นจริงเป็นจังเลย โดยในห้วงที่ผ่านมาและล่าสุดนี้ ฮุน เซน ใช้ถ้อยคำที่ยั่วยุกดดันคนไทยอย่างหนักหน่วงหลายแง่มุม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมของนักสร้างสันติภาพ แต่เป็นพฤติกรรมของนักฉวยโอกาสที่ไม่เห็นคุณค่าของสันติภาพในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ประเทศไทย ณ วันนี้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของฮุน เซน ตลอดจนฝ่ายการเมือง กองทัพและประชาชนชาวกัมพูชาได้ เราจึงไม่มีวิธีการอื่นนอกจากต้องป้องกันตนเองและตอบโต้ให้ถึงที่สุดหากกัมพูชาคิดจะรุกล้ำอธิปไตยของเรา

แต่การต่อสู้กับกัมพูชาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายมารยาทางการเมืองการทูต ไทยต้องมีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนบ้าง ต้องใช้ “Machiavellianism” มาเป็นประโยชน์ในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ กล่าวคือ ไทยต้องแสดงอำนาจอย่างสง่างามและผดุงเกียรติยศแห่งรัฐไว้ดุจดั่งราชสีห์ แต่ก็ต้องมีเล่ห์กลที่พลิกแพลงแบบมีพลวัตดุจสุนัขจิ้งจอกด้วย นักการเมืองไทยที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือ จักต้องโต้แย้งข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างรวดเร็ว ไม่ตอบแทนบุญคุณผู้อื่น และต้องพูดในสิ่งที่คนไทยอยากได้ยินบ้าง

ทำเนียบรัฐบาล กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนและประชาชนคนไทย ควรช่วยกันประท้วงตอบโต้พฤติกรรมที่ยั่วยุของกัมพูชาบ้าง โดยมีประเด็นหลัก เช่น ในการทำจดหมายประท้วง ไทยไม่ควรแค่ตอบโต้ไปที่รัฐบาลพนมเปญอย่างเดียว แต่ควรเปิดโปงพฤติกรรมของกัมพูชาในเวที ASEAN หรือเวทีที่เหมาะสมอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย

ประเด็นที่ควรตอบโต้กัมพูชาหลัก ๆ ก็มีหลายอย่าง เช่น กัมพูชาควรพิสูจน์ข้อมูลให้โปร่งใสด้วยว่าทหารกัมพูชาได้ละเมิดกรอบ MOU 43 ใช่หรือไม่ โดยกัมพูชาตั้งใจเข้ามาขุดคูเรทหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหารในพื้นที่สันติภาพหรือแม้กระทั่งในพื้นที่ที่ลึกเข้ามาในดินแดนของไทยใช่หรือไม่ ปัจจุบัน กัมพูชายังคงพิสูจน์เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ หากแต่ได้พยายามข้ามเรื่องนี้และข้ามกลไกเจรจาอย่างจริงจังใน JBC โดยดันเรื่องเข้าสู่ศาลโลกไปเลย พร้อม ๆ กับกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้รุกราน ซึ่งถือว่าข้ามขั้นตอนของการบริหารจัดการความขัดแย้งไปมาก และส่อเจตนาที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่จำเป็น

การที่ฮุน เซน อ้างกรรมสิทธิ์ว่าช่องบกและสามเหลี่ยมมรกตเป็นของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว ถือเป็นมุมมองที่เป็นอันตรายยิ่งต่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับเพื่อนบ้าน เพราะสามเหลี่ยมมรกตในส่วนที่เป็นดินแดนของไทย ประเทศไทยก็ได้ครอบครองโดยเปิดเผย สันติและต่อเนื่องมานานแล้ว แถมบริเวณแถบนั้นยังเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วมที่ติดกับประเทศลาว การที่ ฮุน เซน มุ่งเจตนาหมายมั่นจะให้สามเหลี่ยมมรกตเป็นเขตครอบครองของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว จึงกระทบต่อลาวและกิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจในอินโดจีนโดยรวมด้วย

นอกจากนั้น ไทยควรเปิดโปงพฤติกรรมที่ยั่วยุของกัมพูชาที่ผ่านมา เช่น ในศึกปราสาทเขาพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. 2554 แค่ระยะแรกเริ่มของการปะทะตามแนวพรมแดนเท่านั้น ทหารเขมรก็ได้ยิงจรวด BM 21 เป็นห่าฝนเข้ามาถล่มพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนในฝั่งไทยอย่างรุนแรงรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธหนักที่ก่ออันตรายต่อพลเรือนในรัฐเพื่อนบ้าน และถือเป็นการโจมตีที่ไม่รับผิดชอบต่อเป้าหมายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งในครานั้น ถ้าทหารไทยไม่เร่งตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ เราแทบคาดการณ์ไม่ออกเลยว่าประชาชนคนไทยจะต้องสูญเสียชีวิตทรัพย์สินไปมากแค่ไหน มาวันนี้ กัมพูชาก็เร่งติดตั้งจรวด BM-21 เข้าประชิดชายแดนไทยเรียบร้อยแล้ว จึงสุ่มเสี่ยงนัก หากจู่ ๆ กัมพูชาใช้อาวุธร้ายแรงนี้ยิงใส่ทำร้ายคนไทยแบบห่าฝนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนับเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของประชาชนในภูมิภาค ดังนั้นพฤติกรรมเหล่านี้ของทหารกัมพูชาต้องถูกเปิดโปงป้องปรามเอาไว้บ้าง

อนึ่ง เมื่อผู้บัญชาการทหารบกของไทยและกัมพูชา ได้ตกลงที่จะยุติความความรุนแรงในพื้นที่ต่อกันเมื่อไม่กี่วันมานี้ ฝ่ายไทยได้ออกข้อสรุป 3 ข้อ แต่กัมพูชาออกข้อสรุป 4 ข้อ โดยเพิ่มข้อ 4 เข้ามา ซึ่งระบุว่า กัมพูชาจะไม่ถอย หรือยืนหยัดโดยปราศจากอาวุธในจุดที่เกิดความขัดแย้ง เนื่องจากนั่นคือจุดที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยืนหยัดมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการวัดและกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทยเมื่อปี พ.ศ. 2543 ในจุดนี้ ทางการไทยก็ควรประท้วงให้หนักแน่นเข้าไปด้วย ซึ่งพฤติกรรมนี้ของกัมพูชาอาจเป็นการละเมิด MOU 43 และไม่ใช่พฤติกรรมที่จริงใจของประเทศที่เคารพหลักสันติภาพ

ทั้งนี้ เพราะถ้าหากผลในที่ประชุม ผบ.ทบ. ทั้งสองฝ่าย มีการสรุปไว้ 3 ข้อจริง ๆ แล้วต่อมากัมพูชาได้ไปเพิ่มข้อ 4 เข้ามาทีหลัง ก็นับเป็นพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความไม่จริงใจ เชื่อถือไม่ได้และสะท้อนบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนที่เข้มข้นน่ากลัวจนเกินไป จนก่ออันตรายต่อสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยจะต้องประณามพฤติกรรมเหล่านี้ของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศบ้าง และต้องรู้จักสำแดงกลยุทธ์ในแนวทางแมคคิเวลเลียนเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้ว ไทยจะเสียเปรียบกัมพูชา เพราะเรามีเล่ห์เหลี่ยมการทูตที่ห่างชั้นกับกัมพูชามากเกินไป

แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่ควรเดินเกมแบบแมคคิเวลเลียนในลักษณะที่ลงลึกเข้มข้นเหมือนกัมพูชานัก เพราะเราควรเก็บแต้มต่อเรื่องจริยธรรม/ศีลธรรมไว้ เพื่อผดุงเกียรติยศโอบอุ้มศักดิ์ศรีของเราและของประเทศอื่นด้วย

นับตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ฮุน เซน เดินเกมแบบแมคคิเวลเลียนอย่างเต็มตัว แต่กลยุทธ์แบบนี้ก็ทำให้นิสัยใจคอของกัมพูชาโน้มเอียงเข้าสู่เล่ห์กลแบบสุนัขจิ้งจอกที่มากจนเกินงาม ส่วนไทยนั้น เราควรเข้าสู่โลกการเมืองระหว่างประเทศแบบแมคคิเวลเลียนได้แล้ว แต่ขอให้เป็นดั่งราชสีห์ผสมจิ้งจอกแบบลงตัวมีสมดุล ถ้าเราปรับประยุกต์บุคลิกภาพแบบนี้ได้บ้าง เราก็จะทันเกมเขมรและสามารถต่อสู้กับเขมรได้เผ็ดร้อนสมน้ำสมเนื้อขึ้น แต่ทว่าเราก็ยังเหลือพื้นที่ไว้สำหรับสันติภาพและจริยธรรมเพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชม

การเล่นประเด็นสันติภาพ ถือเป็นเรื่องที่สากลโลกยอมรับในหลักการ การเดินนโยบายต่างประเทศและนโยบายป้องกันประเทศของไทย ถ้าเดินไปตามกรอบครรลองนี้ ย่อมมีผู้สรรเสริญยกย่อง กระนั้นก็ตาม ถ้าเราท่องบทสันติภาพอย่างเดียว โดยไม่มียุทธศาสตร์และกลยุทธ์โต้กลับเขมรอย่างจริงจัง กัมพูชาก็จะไม่หวาดกลัวและรุกคืบไล่บี้ดินแดนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำยังทำให้ไทยมีอำนาจน้อยลงในระเบียบภูมิรัฐศาสตร์โลกอีก เพราะฉะนั้นแล้ว ไทยจึงควรโต้กลับเขมรบนหลักแมคคิเวลเลียนบ้าง เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและป้องปรามพฤติกรรมของรัฐเพื่อนบ้านที่ก่อกระทบต่อสันติภาพในภูมิภาค