สุรชาติ วิเคราะห์ท่าทีกัมพูชา 5 ไม่ 1 ไป และจุดพลิกการเมืองไทย
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
ประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ยกระดับความตึงเครียดและเริ่มบานปลาย
แม้วันนี้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนั่งหัวโต๊ะการประชุมสภาความมั่นคงฯ (สมช.) ยังย้ำท่าทีของฝ่ายไทยสันติวิธี ยึดกลไกทวิภาคี และการประชุม Joint Border Commission (JBC) ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 14 มิถุนายนที่กัมพูชา
แต่พื้นที่ชายแดนหน้างานทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อม ทั้งกำลังคนและอาวุธ
รัฐบาลตามเกมไม่ทัน
“ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” นักวิชาการด้านความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ว่า ท่าทีกัมพูชาวันนี้สรุป 6 ประเด็น 5 ไม่ ไม่คุย ไม่ถอน ไม่เอาเอ็มโอยู ไม่ปิดด่าน ไม่รับแผนที่ ซึ่งใช้แผนที่คนละมาตราส่วน และ 1 ไป คือไปศาลโลก
ส่วนฝั่งไทยคือ ปัญหาการสื่อสารทางการเมืองของประเทศไทย ต้องยอมรับค่อนข้างช้าและตามเกมไม่ทัน
1.การสื่อสารทางการเมืองของรัฐบาลกับประชาชน รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องสื่อสารกับคนในบ้าน เป็นไปได้ไหมว่าจะต้องมีชุดแถลงข่าวจริง ๆ เพราะประชาชนสนใจและมองว่าเรื่องนี้สำคัญ กระแสในโซเชียลมีเดียแรงมาก เพราะต้องแยกอะไรที่จริง ไม่จริงออกให้ได้
หนุนเรียกทูตทั่วโลกชี้แจง
2.การสื่อสารทางการเมืองกับรัฐบาลต่างประเทศเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกัมพูชาเปิดเกมรุก โดยเฉพาะเวทีระหว่างประเทศ คิดว่าวันนี้กระทรวงการต่างประเทศ ควรเรียกประชุมทูตต่างประเทศในประเทศไทย แล้วเปิดการชี้แจง เพื่อลดภาพลักษณ์ว่าไทยรังแกเด็กข้างบ้าน ส่วนหนึ่งของสงครามวันนี้จะเป็นสงครามภาพลักษณ์ที่ไทยรังแกเด็ก
3.บทบาทของสถานทูตไทยในต่างประเทศ ต้องเร่งชี้แจงสถานการณ์กับประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะส่วนหนึ่งในยุโรปที่อาจจะมีมุมมองบางอย่างกับไทย
4.ต้องเร่งชี้แจงกับอาเซียน ในฐานะองค์กรภูมิภาค ซึ่งในอนาคตอาจเป็นไปได้ที่อาเซียนเข้ามามีบทบาท หากปัญหาเริ่มขยายตัวจริงคล้ายกับสถานการณ์ปี 2554
5.ต้องเร่งสื่อทำความเข้าใจทุกอย่าง โดยเฉพาะภายในสังคม เป็นไปได้ไหมที่กองงานโฆษกรัฐบาล กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองทัพบก ต้องตั้งทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน
6.ต้องเร่งชี้แจงกับสมัชชาความมั่นคง สหประชาชาติ ทูตไทยประจำ UN วันนี้ต้่องเริ่มนำข้อมูล หลักฐานบางอย่างเสนอแล้ว
ตอบโต้ข่าวปลอม-เร่งสร้างภาพลักษณ์
7.ต้องตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลและข้อมูลปลอมที่เกิดขึ้น
8.ต้องสื่อสาร เพื่อเร่งสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลในสื่อต่าง ๆ วันนี้ต้องตระหนักว่าสงครามในโลกสมัยใหม่ ตั้งแต่สงครามยูเครน-รัสเซีย คือความขัดแย้งมีสงครามโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ รัฐบาลไทยต้องเล่นเกมนี้ให้ทัน
9.การสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับกองทัพเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้รัฐบาลต้องเข้าใจบทบาทและภาระหน้าที่ของกองทัพบกและกองทัพภาค ในฐานะผู้รับผิดชอบงานป้องกันชายแดน
10.การแสดงออกของผู้นำทางการเมืองของไทยมีความสำคัญ เพราะจะถูกตีความจากสังคมในบ้าน และจากรัฐฝ่ายตรงข้าม
หนุนตั้งทีมเฉพาะกิจ
ดังนั้น ศ.ดร.สุรชาติมีข้อเสนอถึงรัฐบาลคือ 12 ข้อ 1.วันนี้ต้องตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อให้คำปรึกษาและทำหน้าที่ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ ผมคิดว่าฝ่ายการเมืองต้องมีที่ปรึกษาด้านนี้จริงจังมากขึ้น แล้วทำงานประสานกับฝ่ายการเมือง และกองทัพบก ผมเสนอชื่อ ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เคยเป็นทูตไทยประจำกัมพูชา เคยทำงานด้านเขตแดน สนธิสัญญา อยากให้เร่งตั้งคณะทำงาน หรือศูนย์เฉพาะกิจตรงนี้ขึ้นจริง ๆ เพราะการเรียกกลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ช้ามาก
2.กองทัพบกต้องการมากที่สุด คือทิศทางการเมืองที่ชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาล วันนี้เรียกประชุม สมช. ควรมี ผบ.สูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพทั้งหมดเข้าร่วมประชุม ทหารไม่ควรเรียกประชุม ผบ.เหล่าทัพเอง เราไม่ได้อยู่ในโครงสร้างแบบกองทัพสหรัฐอเมริกา หรือกองทัพยุโรป ที่กองทัพบกขึ้นทางยุทธการกับ ผบ.สูงสุด ซึ่งคำตอบคือไม่ใช่
เชื่อ เจรจา Dead Lock
3.การเจรจามีแนวโน้ม Dead Lock แน่ ๆ เพราะท่าทีกัมพูชาไม่คุยใด ๆ ทั้งสิ้น การเดินทางไปเจรจากับกัมพูชาที่กัมพูชาจะถูกตีความว่ากลายเป็นความอ่อนแอ กรณีการเจรจาที่ (ระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กับหารือ เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ จ.สระแก้ว ถือว่าล้มเหลวแล้ว และส่งสัญญาณแล้ว
แปลว่าในอนาคต การเลือกสถานที่และเวลาของการเจรจาจะเป็นประเด็นของการเล่นเหลี่ยม เล่นมุมทางการเมือง
4.ฝ่ายการเมืองควรต้องหาเวลาทำความเข้าใจกับประเด็นและปัญหา เพราะข้อมูลซับซ้อนกัน 2 ส่วน ทั้งบริบทประวัติศาสตร์ และบริบทปัจจุบัน
5.รัฐบาลต้องเร่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามสื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาตลอด แม้กัมพูชาแสดงบทไม่ยอมรับฟัง หรืออาการหูหนวกทางการทูต
แนะเตรียมมาตรการ 4 ส่วน
6.รัฐบาลต้องเริ่มคิดจริง ๆ การเตรียมมาตรการ 4 ส่วนคือ มาตรการทางการเมือง มาตรการทางการทูต มาตรการทางทหาร และมาตรการทางเศรษฐกิจ
กรณีของเศรษฐกิจ ถ้าจะปิดด่านจะปิดอะไร เพราะกรณีด่านไม่ใช่มีแค่ด่าน แต่ในด่านมีสินค้าอุปโภค บริโภค มีสิ่งหนึ่งคือ การขนส่งน้ำมัน และอินเทอร์เน็ต มีอะไรที่เป็นทางเลือกได้มากกว่าที่จะยืนบนภาษาว่าไม่ปิดด่าน เพราะเมื่อไม่ปิดด่าน กัมพูชาก็ตีความว่าไม่ปิดหรอก เพราะกลุ่มทุนไทยเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ยังไงรัฐบาลก็ไม่กล้าปิด เพราะรัฐบาลกลัวกลุ่มทุนไทย ผมว่ารัฐบาลต้องมี Position ที่ชัด
7.รัฐบาลต้องเตรียมรับผลกระทบ ตกลงเมื่อสมเด็จฮุน เซน ประกาศไม่เอาเอ็มโอยู ในขณะที่ไทยยังพูดเอ็มโอยู จริง ๆ เอ็มโอยูไม่มีอะไรน่ากลัว ยกเว้นข้อหาของ เอ็มโอยู 43 มีประโยคเดียวว่า ยกเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของอนุกรรมการเทคนิคร่วม
และข้อ 8 ถ้าเกิดปัญหาขอให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา
ถ้าปฏิเสธเอ็มโอยู ไม่เพียงแต่ปฏิเสธข้อ 5 แต่มีนัยยะถึงการปฏิเสธข้อ 8 ทางเลือกจึงมี 2 ทางคือ สงคราม กับ ไปศาล
9.รัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับปัญหาจิตวิทยาการเมืองในบ้าน ปัญหาความรู้สึกของสาธารณชน และต้องตระหนักเรื่องกระแสชาตินิยม ยิ่งรัฐบาลช้า กระแสชาตินิยมก็ยิ่งขึ้นแรง
”วันนี้อารมณ์ของสังคมไทยเดินสู่จุดยอดเขาแล้ว แต่รัฐบาลยังเตรียมของอยู่ที่ตีนเขา ช้ามาก ต้องคิดและต้องตระหนัก“
10.ต้องอย่าให้ปัญหาลาม เพราะตอนนี้ปัญหาเริ่มลาม เพราะลามไปสู่เส้นเขตแดนทะเล ซึ่งจะมีนัยยะเอ็มโอยู 44 และเกาะกูด ซึ่งเกาะกูดเป็นของไทย แต่ปัญหาใหญ่คือการซ้อมรบระหว่างกองทัพเรือกัมพูชากับจีน 1 วันถัดมาก็ประชุม JBC
มีคำถามกลับว่าไทยควรเข้าร่วมประชุม JBC ไหม หรือไทยควรประกาศยกเลิก
“หรือถ้าเสนอได้ ไทยควรทำหนังสือแจ้งถึงสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ถึงความกังวลของรัฐบาลไทย และสถานทูตไทยที่ปักกิ่ง ควรทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศจีน”
ส่งหนังสือถึงจีนวางตัวเป็นกลาง
11.ต้องเร่งทำความเข้าใจกับจีนในฐานะสนับสนุนอาวุธรายใหญ่ของกัมพูชา ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในการซ้อมรบตกลงจีนทิ้งอะไรไว้ให้ ไทยควรเสนอให้ชัดเจนกับทางรัฐบาลจีนว่าปักกิ่งควรวางตัวเป็นกลาง และไม่ควรกลายเป็นผู้เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
12.รัฐบาลต้องทำให้เกิดความกระจ่าง เพราะข่าวลือเยอะมาก รัฐบาลต้องเคลียร์ว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่มีปัญหาการเมืองและผลประโยชน์แอบแฝงอยู่กับปัญหาชายแดน
ถ้าจะบอกว่าเป็นเกมของใคร วันนี้ตอบได้เลย เกมนี้เลยมือส่วนบุคคลแล้ว มันเลยไปหมดแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่เสนออยากเห็นรัฐบาลเร่ง อยากเห็นความเร็วของการทำงาน รัฐบาลยังเหมือนอยู่ที่ตีนเขา อารมณ์คนแทบจะขึ้นอยู่ยอดเขาแล้ว และกระแสที่มา คำตอบฝั่งไทยชัด คือไทยคงไม่ไปศาลโลก
จุดเปลี่ยนการเมืองในประเทศ
ศ.ดร.สุรชาติบอกว่า คนเรียนประวัติศาสตร์ทหารถูกสอนไว้ว่า เมื่อกระสุนนัดแรกลั่น สิ่งที่ตายไปคนแรกคือความจริง เพราะเราไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร เราไม่มีทางพิสูจน์ อาจเกิดอาการพลิกโครมทางการเมืองไทย
“อยากเห็นรัฐบาลไทยแก้เกมได้ และแก้เกมทัน และอยากฝากทีมซอฟต์พาวเวอร์นายกฯ ออกแบบเสื้อผ้าให้เป็นลายพราง เหมือนที่ประธานาธิบดียูเครนใส่ชุดทหารนั่งประชุม เป็นการแสดงจุดยืน และขออย่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใส่ชุดฟรุ้งฟริ้งออกอย่างนั้น เพราะทหารในกองทัพรู้สึกว่าไม่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่างที่ควรจะเป็น คนในกองทัพไม่สนุกด้วย สถานการณ์เลยไปมากแล้ว“