เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วิจัยกสิกรไทย เผยความเชื่อมโยง 3 มิติภาคการเงินไทย-กัมพูชา

24 มิ.ย. 2568 | 14:45น.
กาญจนา โชคไพศาลศิลป์

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินความเชื่อมโยงภาคการเงิน ระหว่างไทย-กัมพูชาใน 3 มิติหลัก “การโอนเงินและชำระเงิน-การลงทุน-ภาคการธนาคาร” ยันผลกระทบต่อภาคธนาคารไทย 5 แห่ง อยู่ในขอบเขตจำกัด สินทรัพย์-สินเชื่อ-เงินฝาก ยังมีสัดส่วนน้อย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด   

 นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากกรณีระหว่างไทยและกัมพูชาที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยังอยู่ระหว่างติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวม ประเมินผลเบื้องต้น และมีมุมมองต่อประเด็นที่ภาคการเงินของไทยมีความเชื่อมโยงกับกัมพูชาใน 3 มิติ ดังนี้

มิติการโอนเงินและชำระเงิน หากเป็นการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบโอนเงินดิจิทัลระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังดำเนินการได้ต่อเนื่อง ขณะที่ การปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับธุรกรรมด้านการค้าระหว่างไทย-กัมพูชาสามารถทำผ่านเครื่องมือปกติได้ เนื่องจากเกือบทั้ง 100% ของธุรกรรมด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชาอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินบาท (ไม่ใช่สกุลเงินเรียลของกัมพูชา)

ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 1/2568 สัดส่วนธุรกรรมการรับชำระค่าสินค้าส่งออกของไทย (จากคู่ค้าในกัมพูชา) อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาท ประมาณ 68.6% และ 31.3% ของมูลค่าสินค้าส่งออกไทยไปกัมพูชา ตามลำดับ

ขณะที่สัดส่วนธุรกรรมการชำระค่าสินค้านำเข้าของไทย (กับคู่ค้าในกัมพูชา) อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาท 49.3% และ 49.8% ของมูลค่าสินค้าเข้าจากกัมพูชา

อย่างไรก็ดี การปิดความเสี่ยงจาก FX เป็นเพียงการจำกัดผลกระทบบางส่วน เพราะคงต้องยอมรับว่ายังมีประเด็นข้อกังวลด้านอื่นของภาคธุรกิจที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังจากนี้ เช่น ความคล่องตัวของการทำธุรกรรมเงินสด ตลอดจนผลกระทบด้านการค้า/กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่บริเวณชายแดน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากคู่ค้าและธุรกิจที่ประกอบกิจการในฝั่งกัมพูชา

มิติการลงทุนในสินทรัพย์กัมพูชา ผู้ลงทุน (ประกอบด้วย ผู้ลงทุนรายย่อยที่ลงทุนผ่านตัวแทนการลงทุน และกองทุนรวม ไม่นับรวมกองทุนส่วนบุคคล) ในตราสารการเงินกัมพูชาในปัจจุบัน มีเพียงกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนผ่านตัวแทน

ขณะที่ยอดคงค้างการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนในตราสารทุน ซึ่งได้ทยอยปรับตัวลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด ณ เม.ย. 2568 มียอดคงค้างอยู่ที่ 0.42 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.003% ของยอดการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศของรายย่อยทั้งหมดโดยรวม

เป็นที่น่าสังเกตว่ากองทุนรวมในไทยไม่มีการลงทุนในตราสารการเงินกัมพูชา ดังนั้น จากข้อมูลเบื้องต้น ความเชื่อมโยงโดยตรงของการลงทุนรายย่อย และกองทุนรวมต่อสินทรัพย์การเงินของกัมพูชาน่าจะมีค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ตลาดอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมมากกว่า เช่น สหรัฐ ลักเซมเบิร์ก จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ

มิติภาคการธนาคาร ในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ของไทยมีการเข้าไปให้บริการทางการเงินในกัมพูชาในรูปแบบของการตั้งสาขา หรือให้บริการผ่านบริษัทการเงินในเครือที่ตนเองถือหุ้น เช่น บริการชำระเงิน-โอนเงินดิจิทัลข้ามประเทศ บริการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด บริการด้านเงินฝาก และสินเชื่อเพื่อสนับสนุนธุรกิจและรายย่อย

อย่างไรก็ดี หากมองในมิติของ Exposure ในกัมพูชาของธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง พบว่ายังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการดำเนินงานในประเทศไทย โดยขนาดสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝากในกัมพูชา มีสัดส่วนประมาณ 0.41%, 0.42% และ 0.26% เมื่อเทียบกับยอดคงค้างทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ในไทยตามลำดับ

ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยข้อกังวลส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นในเรื่องธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณแนวชายแดน อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อภาคธนาคารของไทยจะอยู่ในขอบเขตที่สามารถบริหารจัดการได้

ทั้งนี้ เนื่องขนาด Exposure ในด้านต่าง ๆ ในกัมพูชาของธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีสัดส่วนไม่สูง ซึ่งสะท้อน 2 ภาพสำคัญคือ 1.ในการออกไปให้บริการทางการเงินในต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์จะใช้กลยุทธ์การดำเนินงานที่ระมัดระวังอยู่แล้ว

โดยคำนึงถึงความพร้อมของทรัพยากรด้านการเงิน และกำหนดขอบเขตการให้บริการทางการเงินเฉพาะในด้านที่มีความถนัด และสอดคล้องกับความเชื่อมโยงของการค้า การลงทุน และพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

2.ธนาคารพาณิชย์มีการติดตามและประเมินสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการความเสี่ยงในธุรกิจต่างประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดังนั้น จึงทำให้มั่นใจว่าธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถดูแลควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในกัมพูชานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ