บลจ.ทิสโก้ เชื่อมั่นดัชนีสิ้นปีกลับมายืน 1,840 จุด รับแรงส่งจากปัจจัยภายในประเทศแกร่ง โรดแมปเลือกตั้งสัญญาณดี-เศรษฐกิจไทยโตหนุน ชูสะสมหุ้นปันผลสูงช่วงดัชนีทรุด เน้น 5 กลุ่ม “พลังงาน-ปิโตรเคมี-ธนาคาร-อสังหา-สื่อสาร”
นายนิพจน์ ไกรลาศโอฬาร ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การที่ดัชนีฯ ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุดนั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกทั้งในเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและกรณีสงครามทางการค้า ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติยังได้เทขายจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงไทยไปค่อนข้างมาก โดย บลจ.ทิสโก้ มองว่า ถ้าดูปัจจัยพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วและปัจจัยในประเทศที่เติบโตดี เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี การเมืองที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนสามารถหาโอกาสลงทุนได้อยู่ จึงคาดว่าสิ้นปีนี้ดัชนีจะกลับมายืนอยู่ที่ 1,840 จุดได้
ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนระยะยาวที่จะเอาชนะเงินเฟ้อที่กำลังจะเร่งตัว ซึ่งอยู่ที่ 1.3% คือการการลงทุนในหุ้น เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่ที่ 1.5% และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2% รวมถึงราคาที่แกว่งในแต่ละวันยังค่อนข้างน้อย โดยหุ้นที่น่าลงทุนคือหุ้นที่จ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอ คือ หุ้นในกลุ่มดัชนี SETHD
นายนิพจน์ กล่าวว่า โดยกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการจ่ายปันผลจะดีขึ้นด้วย กลุ่มบริโภคภายในประเทศ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งราคาการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4% จากอานิสงค์ของดอกเบี้ยขาขึ้น และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความต้องการบ้านเพิ่มขึ้น ทำให้การจ่ายปันผลอยู่ที่ประมาณ 5.5-6% ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับปัจจัยภายในประเทศทั้งสิ้น และกลุ่ม ICT หรือกลุ่มสื่อสาร มีการจ่ายปันผลที่ดีขึ้น เนื่องจากภาระ cash flow น้อยลง และตามปกติในส่วนของผู้ใช้เครือข่ายโทรคมนาคมที่มีความผันผวนต่ำอยู่แล้ว
“ปัจจุบันดัชนี SETHD ประกอบด้วยหุ้น 30 ตัว ซึ่งให้น้ำหนักตามมูลค่าตลาด ยีลด์ต่อปี 4.65% ถือว่าเป็นกลุ่มที่เหมาะในการถือครองยาว 3-5 ปีอย่างมาก โดยการพิจารณาหุ้นที่มีการจ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอนั้น จะดูจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ พิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เช่น การเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง, กระแสเงินสดแข็งแกร่ง พิจารณาประวัติการจ่ายปันผล โดยดูในช่วงเวลา 3-5 ปีที่ผ่านมา พิจารณาการเติบโตของปันผล เนื่องจากการจ่ายปันผลที่สูงขึ้นจะมาจากรายได้และผลประกอบที่สูงขึ้น ซึ่งจากการพิจารณาแนวโน้มการจ่ายปันผลในอนาคต โดยจากบริษัทที่มีแนวโน้มจ่ายปันผลที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือตลาด นอกจากนี้ควรแบ่งการลงทุนในสัดส่วน 60% ในหุ้นรายใหญ่ที่มีพื้นฐานดี และอีก 40% ในหุ้นขนาดเล็กที่มีการจ่ายปันผลสูง” นายนิพจน์กล่าว