เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อรรถกร รมว.ป้ายแดงลุยสานงาน ‘ธรรมนัส’ เร่งลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกร

04 ก.ค. 2568 | 11:35น.
อรรถกร ศิริลัทธยากร

อรรถกร ศิริลัทธยากร

“อรรถกร” รมว.เกษตรฯ ป้ายแดงเข้ารับมอบนโยบายสานต่องาน ‘ธรรมนัส’ กาง 3 เกม รุกเร่งลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เน้นสร้างตลาดใหม่ ลั่นพร้อมลุยลงพื้นที่เข้าถึงพี่น้องเกษตรกร

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวต้อนรับ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) นำเสนอภาพรวมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนายอรรถกรได้เน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ โดยเฉพาะการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอด ควบคู่ไปกับการสานต่อนโยบายเดิม 9 นโยบายและเพิ่มเติมมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมแกร่งเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้ ภายใต้วิสัยทัศน์ Ignite Thailand ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเกษตรของโลก

นายอรรถกรกล่าวต่อไปว่า ระยะเวลาที่เหลือต่อจากนี้จะดำเนินการสานต่อ 9 นโยบายสำคัญของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และดำเนินการมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม คือมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมแกร่งเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้

ดังนี้ 1.การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการจัดหาพันธุ์ดี สนับสนุนพันธุ์พืช ประมง และปศุสัตว์คุณภาพได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ ไม่เน้นความหลากหลาย แต่เน้นคุณภาพที่เกษตรกรสามารถผลิตและขายได้ในราคาที่ดี ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จะกำกับดูแลในมิติของการแปรรูปขั้นต้น

รวมถึงการบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จะดูแลทั้งระบบตั้งแต่ข้อมูลการผลิต การส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหาตลาดได้ด้วยตนเอง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจะต้องปรับตัวเป็นตลาดรองรับผลผลิต

ส่วนเรื่องที่ 2.เสริมแกร่งเกษตรกรให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งต้องผลักดันเรื่องการสร้างโอกาสขยายระยะเวลาการชำระหนี้ของเกษตรกร และสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีเงินลงทุนทำการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร

และเรื่องที่ 3.ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้เป็นปัจจุบัน เพื่อลดขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นอุปสรรค และป้องกันสินค้าเกษตรที่ทะลักเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยให้ทุกหน่วยงานทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่ใช้อยู่ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขพร้อม Timeline ที่ชัดเจนเพื่อผลักดันให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม

สำหรับ 9 นโยบายเดิม ประกอบด้วย

1.เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ เล็งเห็นว่าการสร้างศักยภาพของทุกหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเข้าถึงเกษตรกรและพึ่งพาได้ เน้นเชิญชวนผู้บริหารเข้าถึงพื้นที่

2.จัดสรรที่ดินทำกิน รวมถึงมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งขณะนี้กำลังติดตามตัวเลขการขอลงทะเบียนออกโฉนด รวมถึงผลการดำเนินการต่าง ๆ

3.การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ปีนี้ประเด็นสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือการบริหารจัดการน้ำให้มีคุณน้ำและมีศักยภาพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เน้นเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น โดยจากข้อมูลปี 2567 พบว่ารายได้ของเกษตรกรลดลง หนึ่งในสาเหตุหลักคือภาวะน้ำแล้ง ส่งผลกระทบไปยังผลผลิตทั้งพืชและสัตว์

4.ยกระดับสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มี GDP ด้านการเกษตรสูงถึง 75.8%

5.ยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันการเกษตรกร เรามีความจำเป็นให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และส่งเสริมให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร

6.จัดการทรัพยากรทางเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

7.รับมือป้องกันภัยธรรมชาติ โดยการวางแผนมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือตั้งแต่การป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู หากพื้นที่ที่พบว่าวิธีการรับมือแบบเดิมไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะต้องศึกษาหาวิธีใหม่ ๆ

8.สานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน เราต้องเร่งปราบปรามมาตรการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เน้นย้ำความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

9.อำนวยความสะดวกด้านเกษตร สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อเกษตรกร มาตรการการนำเข้าสินค้าและส่งออกต้องมีความเท่าเทียมกันเพื่อปกป้องเกษตรกร

“ต้องยอมรับว่าเราในฐานะผู้ผลิตไม่สามารถควบคุมตลาดและปัจจัยภายนอกที่มีผลราคาผลผลิตได้ เชื่อว่าถ้าเราสร้างดีมานด์ได้ ราคาจะกลับไปสู่จุดที่พี่น้องเกษตรกรอยู่ได้” นายอรรถกรกล่าว

นายอรรถกรกล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2567/2568 ที่รอความหวังจากการพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาโครงการไร่ละ 1,000 บาทครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติเบื้องต้น ตนได้พูดคุยกับอธิบดีกรมการข้าว และนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เพื่อรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากนี้จะขอข้อมูลเพื่อศึกษารายละเอียดโครงการ ก่อนตั้งเรื่องเข้าที่ประชุมอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ และยืนยัน จะช่วยเหลือชาวนาให้ได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ กรณีการจัดสรรงบประมาณในการดูแลอาจเข้าไม่ถึง ยืนยันว่าทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินนโยบายให้ครอบคลุมมากที่สุด แม้จะมีน้อยใจบ้างที่การจัดสรรงบประมาณปี 2569 ของกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 1.3 แสนล้านบาท ที่อาจจะน้อยเกินไปหรือไม่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากนำงบประมาณที่ได้มาบริหารจัดการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอาจจะดูน้อยไป และไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ