เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ชี้ครึ่งปีแรก SET ตกหนักสุด สวนทางหุ้นโลกทำ all time high

13 ก.ค. 2568 | 09:42น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เปรียบเทียบตลาดหุ้นโลก-ไทย ชี้นับจากต้นปี SET  “ตกมากที่สุด” ในย่านนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ทำ all time high ย้ำ “ทศวรรษที่หายไป” ยังไม่เห็นวี่แววฟื้นตัว

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เสนอบทความในเฟซบุ๊กของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หัวข้อ “หุ้นโลก (all time) Hi หุ้นไทย (long time) Lo” โดยระบุว่า “หุ้นโลก  ซึ่งดัชนีหลัก ๆ  ก็คือ S&P500  Nasdaq และดัชนี Dow Jones  ต่างก็ปรับตัวขึ้นจน “สูงสุดในประวัติศาสตร์” หรือใกล้จุดสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว  และก็เช่นเดียวกับหุ้นในหลาย ๆ  ตลาดที่นักลงทุนติดตามกันเช่น ญี่ปุ่นหรือแม้แต่จีนฮ่องกงเอง  ที่อดีตเคยซบเซาเงียบเหงามานาน  ในระยะเร็ว ๆ  นี้  ดัชนีหุ้นก็วิ่งขึ้นเร็วสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก

ตรงกันข้ามกับหุ้นไทยที่ย่ำแย่มานานนับ 10 ปี และปีนี้ก็ยังแย่อยู่  และก็แย่มากขึ้นไปอีกโดยที่คนก็โทษภาษีการค้าของทรัมป์ราวกับว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ถูกกระทบหนัก  เพราะความเป็นจริงก็คือ  แทบทุกประเทศ  ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาต่างก็โดนเหมือนกัน  แต่ตลาดหุ้นของพวกเขาก็ยังทำผลงานได้ดีมากแบบ  “ผิดคาด”  ทำไมตลาดหุ้นไทยจึงแทบจะเป็นตลาดหุ้นเดียวที่แย่  และนับจากต้นปีเราก็เป็นตลาดที่  “ตกมากที่สุด” ในบรรดาตลาดหุ้นหลัก ๆ  ของย่านนี้

บางทีปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแย่และตลาดหุ้นอื่นดีนั้น  อาจจะเป็นเรื่องอื่นมากกว่า  และก็อาจจะเป็นปัจจัยระยะยาวที่ดำเนินมานานพอสมควรแล้วและก็กระทบและมีผลต่อตลาดหุ้นมาตลอด  เรื่องสงครามการค้านั้น  อาจจะไม่ได้มีผลมากอย่างที่คิด  และถึงจะมีก็อาจจะน้อยกว่าเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้าน AI ที่อาจจะก่อให้เกิดผลดีต่อตลาดหุ้นที่สามารถลบล้างผลเสียของสงครามการค้าได้  โดยเฉพาะในประเทศที่มีความสามารถหรือความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีสูง

ผมเองไม่มีคำตอบที่ถูกต้องว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ก็จะใช้  ประวัติศาสตร์ของดัชนีตลาดหุ้นของประเทศหรือตลาดหลัก ๆ  มาอธิบายเท่าที่จะทำได้  โดยการมองย้อนหลังกลับไปเป็นระยะ ๆ  คือ  10 ปี  5 ปี  และจากต้นปีถึงวันนี้ประมาณ 6-7 เดือน ตามลำดับ

ตลาดหุ้นที่ดีที่สุดมองย้อนหลังไป 10 ปี ก็คือ Nasdaq ที่ประกอบไปด้วยหุ้นดิจิทัลไฮเท็คและแน่นอน  AI ที่โดดเด่นที่สุดของโลก  ดัชนีแนสแด็กในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นปรับตัวขึ้น 3 เท่าหรือ 300% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 16.1% ในเวลาติดต่อกัน 10 ปี  หุ้น 7 นางฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในดัชนีนั้นเติบโตยิ่งกว่ามาก  หุ้นอย่าง NVIDIA น่าจะเติบโตเป็น 100 เท่าและกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาเพียงไม่กี่ปี

มองย้อนหลังไป 5 ปี  ดัชนีแนสแด็กก็โตขึ้น 95.5% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 14.9% ซึ่งก็ยังแสดงให้เห็นว่า  ดัชนีก็ยังเติบโตเร็วอยู่ทั้ง ๆ  ที่ ขนาดของบริษัทหรือหุ้นนั้นใหญ่มาก “คับโลก” อยู่แล้ว

จากสิ้นปีที่แล้วหรือต้นปีถึงวันนี้  มีช่วงที่ดัชนีตกลงมาแรงในช่วงต้นปีที่เกิดการประกาศสงครามการค้าของทรัมป์ทำให้ดัชนีตกลงมาแรงกว่า 10% และคนคิดว่า “หมดยุคหุ้นบูม” ที่ดำเนินมายาวนานแล้ว   แต่หลังจากนั้น  ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นมาใหม่และสูงขึ้นไปกว่าเดิมที่เคยเป็นจุดสูงสุด  นับจากต้นปี  ดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 3.2% และตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก  สถิติต่าง ๆ  ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีหุ้น S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนโดยรวมของเศรษฐกิจอเมริกันเองนั้น  ดูเหมือนจะชี้ว่าอเมริกายังคงแข็งแกร่งและเป็นผู้นำโลกมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา  ไม่เหมือนอย่างที่ทรัมป์พูดว่า  “Make America Great Again” ซึ่งแฝงนัยว่าอเมริกาแย่และจะต้องฟื้นฟูอเมริกาโดยการตั้งกำแพงกันผู้อพยพและสินค้าเข้าประเทศอย่างบ้าคลั่ง

ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นถึง 218% ในเวลา 10 ปี คิดเป็นผลตอบแทนบทต้นปีละ 12.3% ตลอด 10 ปี  และในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา  ดัชนีให้ผลตอบแทนไม่รวมปันผลถึง 73.5% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 11.7% ลดลงเพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อคำนึงถึงขนาด Market Cap. ที่ใหญ่ขึ้นมาก  คือมูลค่าตลาดใหญ่เกินกว่า 2 เท่าของรายได้ประชาชาติของสหรัฐไปแล้ว  ในขณะที่บัฟเฟตต์เองเคยบอกว่า  ถ้ามูลค่าสูงเท่ากับ GDP ก็ถือว่าตลาดหุ้นแพงเกินไปแล้ว

ตั้งแต่ต้นปี  S&P ก็เช่นเดียวกับ Nasdaq ที่มีช่วงตกใจดัชนีลดลงจากเรื่องภาษีทรัมป์  แต่ขณะนี้บวกไปแล้วจากสิ้นปีที่แล้วประมาณ 7%   และนำโดยหุ้นเท็คขนาดยักษ์อย่าง NVIDIA เป็นต้น

จากสหรัฐ  ผมอยากกลับมาที่ประเทศกำลังพัฒนาที่กำลัง  ถูกปั้นให้เป็น “The New Great Economy” นั่นคือ  อินเดีย  และ เวียตนาม  ซึ่งผมคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากประเทศที่จนมากและแทบไม่มีความสำคัญ  กลายเป็นประเทศที่ผู้นำระดับโลกต้องมาเยี่ยมเยียน  เจรจา  และ “เกรงใจ” เมื่อจะทำอะไรที่กระทบกับ 2 ประเทศนี้

ดัชนีหุ้นอินเดียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นเกือบ 200% เป็น 3 เท่า  หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 11.6% ไม่รวมปันผล  และในช่วง 5 ปีหลัง  ดัชนีเติบโตขึ้นถึง 125.8% หรือเท่ากับ 17.7% ต่อปีแบบทบต้นซึ่งสูงยิ่งกว่าดัชนีแนสแด็กที่ว่าสูงมากเสียอีก  และนั่นทำให้ตลาดหุ้นอินเดียที่คนไทยแทบไม่รู้จักเมื่อ 5-6 ปีก่อน  กลายเป็นตลาดที่นักลงทุนไทยสนใจมากขึ้นมาก  ผลงานนับจากต้นปีนี้ก็ยังทำได้ดีคือบวกประมาณ 5-6%

ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 135% หรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 8.9% แบบทบต้นไม่รวมปันผล  ในช่วง 5 ปี  ดัชนีปรับตัวขึ้น 67.6% หรือให้ผลตอบแทน 10.9% ซึ่งก็ต้องถือว่าค่อนข้างดีทีเดียวเมื่อคำนึงถึงว่าเวียตนามยังเป็นตลาด “Frontier Market” ที่สถาบันนักลงทุนขนาดใหญ่ของต่างชาติยังไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นเวียตนามจะดีขึ้นเรื่อย ๆ  ดัชนีหุ้นตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันนี้ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 15%  สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง  โดยเฉพาะหลังจากที่ตกลงดีลการค้ากับอเมริกาได้สำเร็จ

ตลาดหุ้นฮั่งเส็งซึ่งผมใช้เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นจีนนั้น  ดูเหมือนว่าจะคล้ายตลาดหุ้นไทยที่สุดในแง่ที่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่ทำให้ประเทศถอยหลังกลับไปในด้านของความเป็นเสรีทางเศรษฐกิจและการเมืองตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน  ดัชนีฮั่งเส็งลดลงมาประมาณ 25% ในเวลา 10 ปีหรือลดลงเฉลี่ยปีละ 2.8% แบบทบต้น  หรือเรียกว่าเป็น  “Loss Decade”

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ดัชนีก็ยังลดลงประมาณ 10% หรือลดลงปีละ 2.1% แบบทบต้น  อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่ดูเหมือนว่าจะมีการปรับในเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงเร็ว ๆ  นี้ของรัฐบาล  ดัชนีฮั่งเส็งก็เริ่มดีขึ้นมากทั้ง ๆ  ที่สงครามการค้ารุนแรงและอนาคตของเศรษฐกิจจีนก็ยังไม่สดใส  ดัชนีตั้งแต่ต้นปีได้ปรับตัวขึ้นถึง 12.9%  เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นเคยตกต่ำเป็น Loss Decade มาไม่น้อยกว่า 10-20 ปี  แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว  ด้วยการปฎิรูปอย่างสำคัญของชินโสะอาเบะนายกรัฐมนตรี  ได้ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีความหวังและพร้อมกลับมามีบทบาทมากขึ้นในโลก

ดัชนีนิกเกอิปรับตัวเพิ่มขึ้น 126% ในเวลา 10 ปีคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 8.5% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แทบไม่ได้ดอกเบี้ยเลยเป็นเวลาสิบ ๆ ปีติดต่อกัน  ผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 65% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 10.6% ซึ่งก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และสุดท้าย  ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็ยังเสมอตัวแม้ว่าต้องเผชิญกับภาษีทรัมป์

กล่าวโดยสรุปแล้วก็ต้องถือว่าตลาดญี่ปุ่นน่าจะสะท้อนว่า  ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะ  “Loss Decades” แล้วอย่างสมบูรณ์จากการที่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจที่หยุดยั้งการถดถอยของ GDP ที่เคยดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน

สุดท้ายก็คือ  ตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 10 ปี  ดัชนีลดลงต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่มีปัญหาทางการเมืองซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้และเกิดการรัฐประหารซึ่งทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงการที่ประชากรแก่ตัวลงและขาดการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยี  ผลก็คือ  ดัชนีช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลง 22% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ -2.5%

ในขณะที่มองย้อนหลัง 5 ปี  ดัชนีลดลง 15.6% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้น -3.3% ในช่วงเวลาติดต่อกัน 5 ปี  และถ้ามองจากต้นปีถึงวันนี้   ดัชนีก็ติดลบไปแล้วถึง 19.9% แย่ที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

ภาพของประเทศไทยและตลาดหุ้นไทยถึงวันนี้ก็คือ  เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่เรียกว่า  “Loss Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป” ที่ยังอาจจะไม่หมดและยังไม่เห็นวี่แววว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันสั้นแบบของจีนหรือญี่ปุ่น