กรณ์ จาติกวณิช
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผย ไทยยังมีเวลาเจรจาทรัมป์ โดยมีอัตราภาษีเวียดนามเป็นฐาน หากไทยไม่เปิดตลาด 0% ไม่น่าดีลได้ มองอาเซียนไม่ผนึกกำลัง ไร้เอกภาพ-อำนาจต่อรอง เสนอรัฐมองประโยชน์ส่วนรวมมากกว่ากลุ่มทุน จากนี้ไปยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องใช้คือพัฒนาตัวเอง
กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหลังทรัมป์สรุปข้อตกลงในการเจรจาภาษีกับอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ใจความว่า ทรัมป์สรุปภาษีกับอินโดฯในอัตรา 19% เงื่อนไขคืออินโดฯเปิดตลาดปลอดภาษีให้สินค้าของสหรัฐทุกประเภท ส่วน EU เตรียมมาตรการตอบโต้หากเจรจาไม่สำเร็จ
อ่านเกมนี้ในกรณีของไทย สรุปได้ว่ายังมีเวลาเจรจาจริง โดยมีข้อตกลงของสหรัฐ-เวียดนามเป็นฐาน หากไทยไม่เสนอเปิดตลาด 0% ไม่น่าดีลได้ หรือถ้าได้ก็ต้องโดนในอัตราที่สูงกว่าทั้งอินโดฯและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นทรัมป์ได้คุยกับผู้นำประเทศโดยตรง แต่เราไม่มี
อีกเรื่องคืออาเซียนที่ไม่ได้ผนึกกำลังกัน อำนาจต่อรองของแต่ละประเทศที่ไม่มี ก็พิสูจน์ได้ว่าขาดเอกภาพ รวมถึงมิตรภาพในกลุ่มอาเซียน โดยกรณ์เสนอว่ารัฐบาลไทยจะต้องเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์มากสุดของคนไทยโดยรวม อย่ายอมให้แค่กลุ่มทุนเป็นกรณีพิเศษ
และจากนี้ไปยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือการพัฒนาตัวเอง เนื่องจากอินโดนีเซียและเวียดนามพร้อมรับการแข่งขันในอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐที่ 0% แต่ไทยเรายังทำไม่ได้ ตรงนี้ต้องพัฒนาร่วมกัน
ข้อความฉบับเต็ม
“Trump สรุป Tariff กับ Indonesia ! อัตราภาษี 19% (จากเดิม 32%) โดยมีเงื่อนไขอินโดนีเซียเปิดตลาด 100% ให้ทุกประเภทสินค้าจากอเมริกา ปลอดภาษี 0% มีอัตราภาษี Transshipment ต่างหาก ส่วน EU ประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้ USA ในกรณีที่เจรจาไม่สำเร็จ (อัตราภาษีที่ USA ประกาศว่าจะใช้คือ 30%) การตอบโต้จะมีในส่วนของอุตสาหกรรมบริการด้วย อ่านเกมนี้ในกรณีของไทย
1.ยังมีเวลาเจรจาได้จริง
2.ข้อตกลงกับเวียดนามเป็นฐานในการเจรจา
3.หากไทยไม่เสนอเปิดตลาด 0% ไม่น่าจะมีดีลได้ หรือถ้าได้คือต้องโดนอัตราภาษีที่สูงกว่าทั้งอินโดฯและเวียดนาม
4.ทรัมป์ประกาศว่าได้คุยตรงกับประธานาธิบดี Probowo Subianto (ส่วนประธานาธิบดี Marcos jnr. ของฟิลิปปินส์มีแผนเดินทางไปพบทรัมป์อาทิตย์หน้า) ส่วนของเรายังไม่มีนายกรัฐมนตรีให้เขาคุยด้วย
5.พอ ASEAN ไม่ผนึกกำลังกัน อำนาจต่อรองของแต่ละประเทศแทบไม่มี เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งในการขาดเอกภาพ (และแม้แต่มิตรภาพ) ในกลุ่ม ASEAN กันเอง
6.รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม อย่ายอม Lobbyist กลุ่มทุนใด ๆ เป็นกรณีพิเศษ เป็นการตัดสินใจที่ยาก ขอเป็นกำลังใจ
7.จากนี้ไปยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเองสำคัญที่สุด อินโดนีเซียและเวียดนามพร้อมรับการแข่งขัน 0% แต่เรายังทำไม่ได้ ตรงนี้ต้องพัฒนาร่วมกัน”